หลายวันก่อน เพื่อนในสำนักงานหลายคนติดเชื้อ COVID-19 และไปพบแพทย์ ได้ยา “ฟาวิพิราเวียร์” พร้อมยารักษาอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ตามอาการ โดยถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ค่ายาฟาวิพิราเวียร์ที่ทาง รพ.แจ้งให้ชำระเงิน คือ 2,900 บาท ต่อการกินยาให้ครบ 5 วัน เมื่อทวงถามถึงยาอีกชนิดหนึ่งที่ต่างประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา เอเชีย อาเซียน ใช้ในการรักษาโควิด-19 คือ “โมลนูพิราเวียร์” ทาง รพ.แจ้งว่า ต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 10,000 บาท บาง รพ.แพงเว่อร์ไปถึง 32,000 บาท เรียกว่า ที่ป่วยโควิดอยู่แล้ว เริ่มมีอาการป่วยจิตเพิ่มขึ้นทันทีอีก 1 โรคที่จำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้ เพราะอยากให้ข้อมูลกับประชาชน เรื่องของยาฟาวิพิราเวียร์ และ โมลนูพิราเวียร์ ว่า จริงๆแล้วควรใช้ยาตัวไหนในการรักษาโควิด-19 เรื่องนี้ เพจเฟซบุ๊ก คุณหมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ ให้ข้อมูลไว้ชัดเจนว่า “ยาฟาวิพิราเวียร์ ไม่ช่วยรักษาโรคโควิด–19 แถมยังเพิ่มกรดยูริก” โดยอ้างงานวิจัยจากต่างประเทศ ที่ระบุว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ ไม่ได้ช่วยทำให้อาการของโรคโควิด-19 ดีขึ้น ไม่ได้ลดความรุนแรงของโรค ไม่ได้ลดการป่วยหนักเข้านอนในโรงพยาบาล และไม่ได้ลดจำนวนไวรัสในร่างกาย และยังทำให้มีกรดยูริกสูงขึ้นถึง 19.9% อีกด้วย โดยในงานวิจัยจากต่างประเทศชิ้นนี้ ยังพูดถึงประเทศที่ยังคงใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ไม่ได้ผลในการรักษาหลายประเทศ อาทิ รัสเซีย, อินโดนีเซีย, ดูไบ รวมทั้งประเทศไทยด้วยทั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณหมอมนูญออกมาให้ข้อมูลเรื่องยานี้ แต่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ ต้นปี 2565 โดยอ้างผลการศึกษาแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบยาฟาวิพิราเวียร์กับยาหลอก ที่ทำในประเทศสหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และบราซิล ที่พบว่า ผลของการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ไม่ต่างจากยาหลอก และเสนอแนะว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรหยุดใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในการรักษาโรคโควิด-19 เพราะไม่มีผลในการรักษาใดๆ ตัวอย่างเช่น หน่วยงานกำกับดูแลยาของสหราชอาณาจักร หรือ MHRA ได้มีการอนุมัติให้ใช้ยา “โมลนูพิราเวียร์” ในการรักษาโควิด-19 เป็นที่แรก ตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 โดยสหราชอาณาจักรสั่งจองโมลนูพิราเวียร์ถึง 480,000 คอร์ส เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโควิด ผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอโดยจ่ายยาให้ในนามของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ (NHS)“ปัจจุบันยาโมลนูพิราเวียร์ก็ไม่ได้ราคาแพงไปกว่ายาฟาวิพิราเวียร์ และประเทศเพื่อนบ้านของเราเลิกใช้ยาฟาวิพิราเวียร์นานแล้ว และเข้าถึงยาโมลนูพิราเวียร์และแพ็กซ์โลวิดไปก่อนหน้านี้นานแล้ว โดยยาทั้ง 2 ชนิดมีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่า สามารถลดความรุนแรงของโรค ลดการเข้านอนในโรงพยาบาล” คุณหมอมนูญระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัวก่อนหน้านี้ พร้อมกับเสนอว่า องค์การเภสัชกรรมควรเลิกผลิต และนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์และไม่ควรส่งยาฟาวิพิราเวียร์ให้ร้านขายยาและโรงพยาบาลอีกต่อไป คุณหมอมนูญ บอกด้วยว่า ในกลุ่มของผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีโอกาสสูงที่จะเกิดปอดอักเสบ ป่วยหนักจนต้องเข้าไอซียู ใส่เครื่องช่วยหายใจและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ฉีดเข็มเดียว หรือฉีดครบ 2 เข็ม แต่ยังไม่ได้รับเข็มกระตุ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้ยาต้านไวรัสตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ยาโมลนูพิราเวียร์ หรือ ยาแพ็กซ์โลวิด ภายใน 5 วันแรกที่เริ่มป่วย ซึ่งยาใหม่ 2 ขนานนี้มีหลักฐานช่วยลดการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ ไม่ใช่ยาฟาวิพิราเวียร์ทั้งนี้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” เป็นยารักษาไข้หวัดใหญ่ ที่ถูกใช้อย่างเข้มงวดในญี่ปุ่น เนื่องจากมีผลข้างเคียงอาจทำให้อวัยวะผิดรูป และหญิงมีครรภ์เสี่ยงแท้งบุตร และจนถึงขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นไม่ได้อนุมัติใช้เป็นยารักษาโรคโควิด-19 แต่หลายประเทศกลับมีการใช้ยานี้อย่างกว้างขวาง ทั้งๆ ที่มีผลการศึกษาว่า ยานี้ไม่ได้มีประสิทธิ ผลในการรักษาโรคโควิด.