แม้จะตระหนักดีในคำสอนขององค์พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” นั้น เป็นธรรมดาของมนุษย์ ไม่มีผู้ใดจะหลบลี้ หนีพ้นไปได้ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวว่าคนที่เรารัก เราชอบ เราเคารพ หรือใกล้ชิดสนิทสนม อำลาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมก็อดที่จะใจหายจนทำอะไรไม่ถูกเสียมิได้ ต้องนั่งนิ่งๆ สงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ๆเสมอๆความรู้สึกที่ว่านี้ กลับมาเกิดขึ้นแก่ผมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อช่วงบ่ายๆของวันอังคารที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา เมื่อเฟซบุ๊กของเพื่อนสนิทมิตรสหายหลายๆคนแชร์ข่าวมาให้ทราบว่า “พนมเทียน” นักเขียนยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประเทศไทยเสียชีวิตแล้วอย่างสงบด้วยโรคชรา ที่โรงพยาบาลรามคำแหง สิริอายุ 89 ปีแม้ผมจะไม่มีโอกาสได้พบปะพูดจาโดยตรงกับ “พนมเทียน” หรือพี่ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ เลยสักครั้งเดียวในชีวิตนี้ แต่ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวผมเองใกล้ชิดสนิทสนมกับท่านมาก อาจเป็นเพราะผมติดตามอ่านผลงานของท่านมานานมาก ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหนุ่ม นุ่งกางเกงขาสั้น เรียนมัธยมปลายอยู่ที่นครสวรรค์ เมื่อ 60 กว่าปีก่อนโน้นอ่านกันมาหลายสิบเรื่อง แถมแต่ละเรื่องล้วนยาวเหยียด หลายเล่มจบ จะไม่ให้รู้สึกสนิทสนมกันได้อย่างไรผมติดตามอ่านผลงานท่านอยู่ข้างเดียว แอบหลงแอบชอบมานานมากดังที่กล่าวไว้แล้ว จู่ๆเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง ก็ได้รับหนังสือพ็อกเกตบุ๊กรวบรวมข้อเขียนในลักษณะบทความ หรือคอลัมน์สั้นๆของท่านเล่มหนึ่งซึ่งผมก็เขียนแนะนำไปตามหน้าที่ แสดงความคิดความเห็นเล็กๆน้อยๆตามสไตล์ของผม จากนั้นไม่นานนักก็ได้รับจดหมายน้อยจากท่านเขียนมาขอบคุณ พร้อมกับบอกว่า ท่านติดตามอ่านข้อเขียนของผมมาตั้งแต่พิมพ์ไทยนับเป็นความปลาบปลื้มและเป็นมงคลยิ่งของผมที่ได้ทราบว่านักเขียนที่เราอ่านผลงานของท่านด้วยความหลงใหลยกย่องมาตลอดชีวิตนั้นก็อ่านข้อเขียนและบทความที่อาจจะมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้างของเราด้วยเหมือนกันผมจำได้เป็นอย่างดีว่า หนังสือเรื่องแรกที่ทำให้ผมรู้จักนามปากกา “พนมเทียน” และ ต้องไปเข้าคิวรอที่ร้านเช่าหนังสือที่ปากนํ้าโพ เมื่อ พ.ศ.2498-2499 ก็คือเรื่อง “เล็บครุฑ” นั่นเองช่วงนั้นผมเพิ่งอายุ 14-15 ขวบ กำลังวัยรุ่นเต็มที่ ถูกโฉลกกับพระเอกของเรื่อง ร้อยตรี คมน์ สรคุปต์ แห่งกรมสืบราชการลับ ที่ปลอมตัวมาเป็นจอมโจร ชีพ ชูชัย เพราะใบหน้าเหมือนกัน เพื่อลุยเข้าสู่ดงโจร และเพื่อเป็นบันไดไปสู่สมาคม ใต้ดินที่มีความปรารถนาที่ จะล้มล้างประเทศไทยภายใต้ ตราสัญลักษณ์ “เล็บครุฑ” อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือ อาชญนิยายสืบสวนสอบสวนบู๊สะบั้นเรื่องนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้น เพื่อนรุ่นเดียวกันอีก 3-4 คน ก็อ่าน...อ่านแล้วก็จะจำรายละเอียดมานั่งถกกัน หลังเลิกเรียนจนจำตัวละครได้เกือบทั้งเรื่อง จอมวายร้าย “จางซูเหลียง” เอย, สารวัตร กริช กำจร เอย, มรกต กำจร (นางเอก) เอย, เจ้าหญิง ปรีดะ ฮนัม เอย ฯลฯพอปี 2500 ขณะผมเรียนมัธยม 6 อันเป็นระดับสูงสุดของจังหวัดนครสวรรค์ใน พ.ศ.ดังกล่าว บริษัท สหนาวีไทยภาพยนตร์ ของ สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ก็นำนวนิยาย “เล็บครุฑ” ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาด 16 มม. ถือว่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของปีกึ่งพุทธกาลเลยทีเดียวได้ ลือชัย นฤนาท มารับบท ชีพ ชูชัย ได้ จรัสศรี สายะศิลปี มาเป็นนางเอก มรกต กำจร และได้นี่เลย รองนางสาวไทยปี 2496 อมรา อัศวนนท์ มาเป็น เจ้าหญิงปรีดะ ฮนัมกลายเป็นภาพยนตร์เงินล้านโกยเงินก้อนใหญ่ไปจากศาลา เฉลิมกรุง เฉลิมบุรี ในกรุงเทพฯ และไปทำให้วิก เฉลิมชาติ ที่ปากนํ้าโพแทบแตก โกยเงินไปหลายแสน ทำสถิติของจังหวัดเอาไว้เช่นกันนี่คือผลงานแรกของ พนมเทียน ที่ผมอ่านจริงๆแล้วผลงานก่อนหน้านี้ที่ทำให้ท่านดังก้องประเทศไทย น่าจะเป็นเรื่อง “จุฬาตรีคูณ” (พ.ศ.2491) มากกว่า เพราะเป็นทั้งละครวิทยุ ละครเวที และมีการแต่งเพลงโดย คณะสุนทราภรณ์ ฮิตอยู่ในกรุงเทพฯและธนบุรี (ยังไม่ได้รวมเป็นเมืองเดียวกัน) หลายเพลงแต่เผอิญจังหวัดนครสวรรค์รู้จักแต่เพลงลูกทุ่ง ไม่เคยฟังเพลงสุนทราภรณ์ เลยทำให้ผมไม่รู้จักเพลงชุด “จุฬาตรีคูณ” ไปด้วยเพิ่งจะมารู้ก็ตอนเข้าเรียนในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2501 พอรู้ปุ๊บก็รีบไปหาหนังสือ “จุฬาตรีคูณ” มาอ่านเลย เป็นพ็อกเกตบุ๊กเล่มไม่หนา มากนัก อ่านรวดเดียวจบแบบประทับใจจากนั้นผมไม่แน่ใจว่าปีไหน ท่านก็เขียนเรื่อง “ศิวาราตรี” ขึ้นเป็นมหากาพย์ยิ่งใหญ่มากในทรรศนะของผม ผมชอบเรื่องนี้มากที่สุด และชอบมากกว่า “เพชรพระอุมา” เล็กน้อย ประมาณเส้นยาแดงผ่าแปดก็แล้วกันเพื่อให้บทความชิ้นนี้จบลงได้ตามเนื้อที่คอลัมน์ที่กำหนดไว้ ผมขออนุญาตสรุปว่า จากหนังสือ 38 เรื่องที่ท่านเขียน ผมน่าจะอ่านสัก 30 เรื่องเห็นจะได้ ถือเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “พนมเทียน” คนหนึ่งแม้จะรู้สึกใจหายและเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปของท่าน แต่ผมก็มั่นใจอย่างยิ่งว่าท่านจะจากไปก็แต่เรือนร่างเท่านั้น...ในขณะที่ผลงานอันยิ่งใหญ่ของท่านจะยังคงอยู่เคียงคู่ประเทศไทยไปตราบนานเท่านานท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนเป็นเด็กเรียนเคมี ครูสอนว่า พนมเทียน คือ เปลวไฟที่ติดอยู่บนปลายเทียน ปลายมันเรียวแหลม ตรงกลางมันป่อง และตรงที่ติดกับไส้ก็เรียวลงมาอีก...เมื่อมันป่องอย่างนั้นจึงเป็นสัญลักษณ์ของเปลวเทียนและเรียกกันว่า “ พนมเทียน”...ผมชอบคำนี้เลยเอามาเป็นนามปากกาเปลวเทียนเล่มอื่น อาจดับลงได้เมื่อเผชิญกระแสลม หรือเมื่อมอดไหม้ลงจนเทียนหมดเล่ม แต่ “พนมเทียน”หรือเปลวเทียน ของพี่ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ จะไม่มีวันดับตลอดกาลนาน.“ซูม”