ครอบครัวแทบจะหมดเนื้อหมดตัว เพราะพ่อต้องขายที่นาและทรัพย์สิน เพื่อเอาเงินมารักษาแม่ ซึ่งป่วยเป็นมะเร็ง แม้จะหมดเงินไปหลายล้านบาท แต่กลับยื้อชีวิตไม่ได้!! เรื่องนี้กลายเป็นปมฝังใจให้ “ต้อม-สังเขต ติชะวาณิชย์” ต้องมองหาหลักประกันให้ชีวิตและครอบครัว โดยบอกตัวเองทุกวันว่า ถ้าฉันจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ คนที่อยู่ข้างหลังจะต้องไม่เดือดร้อน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายเธออาจไม่ใช่คนดังในแวดวงสังคม แต่ถ้าเป็นวงการธุรกิจประกันชีวิต ชื่อเสียงของ “ต้อม-สังเขต” ไม่เป็นสองรองใคร เพราะเธอคือนักขายประกันมือทองของ “เอไอเอ ประเทศไทย” ที่ทำรายได้สูงสุดติดท็อปไฟว์ของประเทศ ขณะอายุเพียง 33 ปี และยังคงเป็นตำนานให้เล่าขานถึงปัจจุบันในความอึดถึกลุย แต่กว่าจะไปถึงดวงดาวอย่างที่ฝันได้ มีพอร์ตลูกค้ามากกว่า 600 รายในมือ ทำยอดขายปีละหลายร้อยล้านบาท เธอต้องกัดฟันสู้ และทนรับคำปฏิเสธเป็นพันๆครั้ง ถ้าใจไม่แกร่งจริงคงปลุกตัวเองจากนักขายที่ล้มเหลวให้ฮึดสู้ไม่ได้ “ต้อมเป็นคนราชบุรี พ่อแม่เป็นชาวนาแท้ๆ มีพี่น้อง 7 คน ทุกคนต้องช่วยทำนา ตั้งแต่จำความได้ฝันอยากมีชีวิตดีกว่านี้ อยากเข้ามหาวิทยาลัยและรับราชการ ถึงบ้านจะทำนา แต่ก็มีที่นาเป็นของตัวเอง ตอนเด็กๆจึงไม่ลำบากมาก แต่ชีวิตพลิกผันตอนที่แม่ป่วยเป็นมะเร็ง พ่อต้องขายที่นา ขายรถ ขายทรัพย์สินเกือบหมด เพื่อเอาเงินมารักษาแม่ ใช้เวลารักษาเป็นปี หมดเงินหลายล้าน แต่ก็ยื้อชีวิตแม่ไม่ได้!! หลังแม่เสียชีวิตไม่นาน พ่อล้มป่วยไปอีกคน เป็นสโตรกนอนติดเตียงอยู่ 10 ปี ต้อมต้องออกจากโรงเรียน รู้สึกเสียใจมาก แต่เพราะอยากเรียนหนังสืออาจารย์จึงฝากให้ไปทำงานบ้านญาติ เรายอมทำทุกอย่างเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนบัญชี ภาคค่ำ จนจบ ปวช. และ ปวส. ตอนนั้นต้องช่วยเลี้ยงน้อง 3 คน และดูแลพ่อด้วย”...นักขายมือทองเล่าถึงชีวิตลำเข็ญ จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการขายประกันได้อย่างไรหลังเรียนจบ ต้อมไปสอบ ก.พ. บรรจุเป็นข้าราชการที่กรมชลประทาน ย่านปากเกร็ด ได้เข้ากรุงเทพฯครั้งแรกในชีวิต ตอนนั้นกินเงินเดือน 1,950 บาท เริ่มจากตำแหน่งพนักงานพัสดุ ทำอยู่ 5 ปี วันหนึ่งมีคนมาขายประกัน เราเล่าชีวิตให้ฟัง พี่เขาฟังแล้วสงสาร บอกว่าอย่าซื้อประกันเลย ซื้อไม่ไหวหรอก น้องมาขายประกันดีกว่า ดูท่าทางขยัน แต่ต้องจ่ายเงิน 200 บาท เป็นค่าสอบใบอนุญาตตัวแทนประกัน เราอึ้งเสียดายเงิน แต่พี่เขาบอกว่า 200 บาท อาจเปลี่ยนชีวิตได้เลยนะ!! ต้อมคิดอยู่ 6 เดือน แต่ไม่รู้จะไปขายใครจริงๆ สมัยก่อนเป็นเด็กขี้อายขี้เกรงใจ เป็นนักบัญชีที่ก้มหน้าทำแต่ตัวเลข พอเขาโทร.มาตามก็ลองไปฟังดู แต่ในใจคิดว่าขายไม่ได้หรอก อาชีพขายประกันมีแต่คนด่าคนไม่อยากพูดด้วย ทำแล้วไม่ได้ตังค์หรอกจากที่มองอาชีพนี้ติดลบมีแต่คนยี้ อะไรจุดประกายให้ก้าวสู่เส้นทางนักขายประกันเคยคิดว่าอาชีพนี้มีแต่คนด่าคนรังเกียจ เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองไม่ได้หรอก แต่พอฟังจริงๆแล้วรู้สึกว่าการขายประกันไม่ได้เลวร้าย พี่เขาทำให้เราเข้าใจว่าประกันชีวิตจริงๆคืออะไร มันก็คือหลักประกันที่ช่วยให้เราอุ่นใจเวลาเจ็บป่วย คือเจ็บก็ช่วย...ป่วยก็ให้...ตายก็จ่าย...สบายก็คืน...พิการก็เลี้ยงดู...ขัดสนก็กู้เงินได้ ไม่ใช่ซื้อประกันแล้วคนทำไม่ได้ใช้ แต่การซื้อประกันเพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลังมีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างต้อมเอง ตอนแม่ป่วยด้วยโรคมะเร็งพ่อเป็นสโตรก ไม่ได้ทำประกันชีวิตไว้เลย ลูกๆถึงต้องลำบากกันหมด ถ้าพ่อแม่ซื้อประกันคนละฉบับ เราคงได้เรียนหนังสือไม่ต้องกระเสือกกระสนไปเป็นคนใช้ใคร ตรงนี้สะกิดใจมาก พอนึกได้เลยอยากลองขายประกันดู แวบแรกคิดอยากนำประโยชน์ของประกันไปคุยกับพ่อแม่ที่ยังมีลูกเล็ก กว่าจะขายลูกค้ารายแรกได้ โดนปฏิเสธมากี่รายผ่านไป 2 เดือนเต็ม ขายใครไม่ได้เลย ต้อมนั่งตรงไหนก็มีแต่คนยกชามข้าวหนี จนทนไม่ไหวต้องถามว่า ตั้งแต่ฉันเป็นตัวแทนประกัน ทำไมพวกคุณรังเกียจฉัน เพื่อนที่กรมชลประทานบอกว่า ซื้อประกันไม่ได้ใช้หรอก ถ้าเขาตายเมียก็สบาย เหมือนที่หลายคนพูดว่า ทำไว้ไม่ได้ใช้ แต่คนใช้ไม่ได้ทำ ต้อมฮึดอีกเดินขายทั้งซอยพหลโยธิน 34 ที่เราเช่าบ้านอยู่ ขายไปเรื่อย 20-30 คน ก็ไม่มีใครซื้อ แต่เราเป็นคนอึดอยากสู้ต่อ เลยโทร.หาเพื่อนที่ราชบุรี เล่าให้ฟังว่า ถ้าตอนนั้นพ่อแม่ฉันมีประกันล่ะก็ ชีวิตฉันคงไม่ลำบากไปเป็นคนใช้เขา เพื่อนสงสารเลยช่วยซื้อ ได้ลูกค้ารายแรกเบี้ย 15,000 บาท ดีใจมาก แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะขายใครต่ออยู่ดีเริ่มคลำทางถูกล็อกเป้าได้ตอนไหนแฟนทำงานช่อง 3 เลยให้ชวนเพื่อนๆมากินข้าวที่บ้าน พอเอ่ยปากว่าฉันอยากชวนพวกเธอฝากเงินเท่านั้นแหละ ทุกคนพูดแต่ไม่มีตังค์ เราเลยถามว่า ถ้าคุณเดือดร้อนเอาตังค์ที่ไหน เขาบอกว่าเอาตังค์ที่แม่ เราเลยตามไปขายประกันกับแม่เพื่อน โดยขายไอเดียว่าวันนี้ลูกแม่อยู่กรุงเทพฯ ถ้าลูกชายไม่สบายขึ้นมา แม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อดูแลลูกก็ต้องเสียรายได้ มันจะดีกว่าไหมถ้าแม่ฝากเงินในบัญชีลูกชาย เวลาเขาเจ็บป่วยต้อมจะช่วยดูแลให้หมด ตอนแก่ถึงเวลาก็เอาตังค์มาคืนทุกบาททุกสตางค์ ปรากฏว่าแม่ซื้อค่ะ น้ำตาไหลเลยดีใจมาก จากนั้นก็ไล่ขายเพื่อนแฟนทุกคน อะไรคือจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ลาออกจากราชการมาขายประกันเต็มตัวขายไปสักพักเริ่มตัน เราพิมพ์นามบัตร 100 ใบ ไปเดินห้างมาบุญครอง เคาะประตูทีละร้านเพื่อขายประกัน ไปถึงร้านไหนก็ถามว่า ขายดีแบบนี้เอาเงินไปเก็บที่ไหนหมด หรือขายดีแบบนี้ต้องเอาตังค์ไปให้โรงพยาบาลหมดเสียดายไหม เดินง่อกแง่กไปเรื่อยอยู่ 2 ปี ก็ยังขายไม่ได้ จนเหลือตังค์ติดกระเป๋า 200 บาท ถามตัวเองว่าเราจะยังทำอาชีพนี้อีกไหม แต่ถ้ารับราชการต่อไป สุดท้ายก็เกษียณไม่เหลือตังค์ ถ้าทำอาชีพอื่นต้องใช้เงินลงทุน แต่อาชีพนี้ใช้แค่ปากบวกความขยัน ความสำเร็จอยู่ที่วิธีการและความตั้งใจจริง พอคิดได้เลยฮึดสู้ต้องลองทำจริงจังสักครั้ง ไปพบลูกค้าให้ได้วันละ 3 คน ถ้าไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ ต้องอธิบายให้เข้าใจชัดเจน ต้องคุยให้ลูกค้านอนไม่หลับ ดึงความรับผิดชอบของลูกค้าขึ้นมา ถ้าเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว คนที่เขารักจะอยู่ยังไง ถ้าเขามีชีวิตอยู่แต่ไม่เก็บตังค์ แล้วแก่ตัวไปจะอยู่ได้ไหม หลังกลับมาฮึดสู้ใหม่บอกตัวเองว่าต้องดีกว่าเดิม มันก็เลยกลายเป็นความมุมานะ ออกไปเจอลูกค้าทุกวัน วันละ 3 คน เป็นคีย์ซัคเซสของเรา จากมาบุญครองที่ไปเดินเคาะประตูทุกวัน ก็เริ่มมีลูกค้าเห็นความตั้งใจ โดยเฉพาะ “ร้านเพชรทองราชินี” ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปเลย เป็นลูกค้าที่มีพระคุณกับต้อมมากพูดยังไงให้เถ้าแก่ร้านเพชรควักเงินซื้อประกันคนแปลกหน้าต้อมก็พูดตรงๆว่าอยากมีลูกค้าเป็นคนรวยบ้าง เพราะเราไม่มีคนรวยให้รู้จัก ขอให้เป็นเพื่อนเราได้ไหม เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว ธุรกิจก็เรื่องรอง ธุรกิจขายประกันเป็นธุรกิจซื้อซ้ำ ถ้าลูกค้าไว้วางใจแล้วก็มีแต่จะซื้อเพิ่ม แล้วก็แนะนำคนมาซื้อกับเราอีก ต้อมจะใช้ความรู้สึกจินตนาการจากหัวใจคุยกับลูกค้า ขายด้วยจิตวิญญาณความปรารถนาดีที่มีต่อลูกค้า เรามีโอกาสสร้างสายสัมพันธ์จากลูกค้าเจ้านี้พาไปรู้จักเพื่อนๆอีกหลายคนในมาบุญครอง ทำให้ได้รู้จักกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ 24-25 คน อยู่ในวงการเพชรพลอย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเลย “คุณวราภรณ์” เจ้าของเชนร้านอาหารญี่ปุ่น Tohkai ก็เป็นลูกค้ารายแรกที่ซื้อเบี้ยประกันล้านหนึ่ง วงเงินคุ้มครอง 10 ล้านบาท ตอนนั้นรับเช็คเงินล้านมือสั่นเลย ต้อมทำงานเป็นซัพพลายเออร์ขายสาเกญี่ปุ่นสำหรับปรุงอาหาร รวบรวมความกล้าไปเฝ้าหน้าบ้านลูกค้าอยู่หลายวันจนขายได้ พอเรามีลูกค้าระดับนี้จึงได้โปรโมตเป็นหัวหน้าหน่วยและผู้จัดการหน่วย ต้อมทำยอดขายจนได้เป็นนักขายทำรายได้สูงสุดติดท็อปไฟว์ของประเทศ หลังจากเป็นตัวแทนขายประกันมา 7 ปี ตั้งแต่อายุ 26 เพิ่งประสบความสำเร็จ จนทุกวันนี้มีลูกค้าอยู่ในมือ 600 คน ทำยอดขายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท คร่ำหวอดอยู่วงการนี้ 30 ปี เคยเจอเคสหนักๆสะเทือน ใจบ้างไหมหนักสุดก็เคสของเถ้าแก่ร้านเพชรทองราชินี เป็นเจ้าชายนิทรา 10 ปี ซื้อประกันสองคนสามีภรรยา ปีละ 6 แสนบาท ต้อมชวนซื้อประกันสุขภาพเพิ่ม ปรากฏเอไอเอจะไม่รับประกัน เพราะตรวจเจอกราฟหัวใจเต้นผิดปกติ แต่เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้รับประกัน และเพิ่มเบี้ยเอา อยู่ดีๆลูกค้ารายนี้เจ็บหน้าอกปวดไหล่บ่อยๆ นึกว่าเพราะตีกอล์ฟ เราเลยนัดหมอให้ทำซีทีสแกน นัดให้ปีแรกก็ไม่ว่าง ปีที่สองปีที่สามไม่ว่าง จนปีที่สี่ เราตามอีกบอกว่านัดหมอให้แล้วนะ ลูกค้ารับปากเจอกันที่โรงพยาบาล แต่ตอนเช้าเมียโทร.มาว่าเฮียล้มแล้ว หัวใจวายเฉียบพลัน!! เราวิ่งไปดูลูกค้าที่โรงพยาบาลมือไม้สั่น เฮียเป็นเจ้าชายนิทราไป 10 ปี และเพิ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือว่าต้อมได้ทำหน้าที่ตัวแทนประกันอย่างดีที่สุดแล้วเวลาโดนปฏิเสธเยอะๆ ปลุกขวัญกำลังใจให้ตัวเองยังไงถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้ต้องไปแบกหามเหนื่อยกว่าหรือเปล่า วันนี้แค่โดนปฏิเสธตายแล้วเหรอ พูดไปปากก็ไม่แตกนี่ เวลาเจอลูกค้าไม่ซื้อ ต้องโทษตัวเองว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง ลูกค้าถึงไม่ซื้อ เขาอาจไม่พร้อมถึงไม่ซื้อ หรือเขาไม่เห็นเราเป็นเพื่อนถึงไม่ซื้อ ไม่ควรโทษใคร ต้องโทษตัวเองที่ไม่สามารถนั่งในใจลูกค้า ทุกวันนี้ไปหาลูกค้าวันละ 10-20 คน ไม่เคยหยุดพบลูกค้า เราภูมิใจในอาชีพของเรา ต้อมมีเครือข่ายนักขาย 100 กว่าคน กลุ่มต้อมชื่อว่า “พารากอน” เป็นเพชรเม็ดงามที่ผ่านการเจียระไน สมัยก่อนรองเท้าคู่ละ 199 บาท ยังไม่กล้าซื้อ บ้านเช่าเดือนละ 600 บาท แต่ทุกวันนี้เรามีคอนโดติดเจ้าพระยา ขนาด 247 ตารางเมตร ห้องน้ำอย่างเดียวยังใหญ่กว่าบ้านที่เคยเช่าอยู่ ภูมิใจที่สู้ชีวิตมาถึงวันนี้ ลูกก็เข้ามาทำงานในวงการประกันแล้ว.ทีมข่าวหน้าสตรี