ยอมรับว่ารู้จักหลายคนที่คบหาดูใจกันมานานกว่า 5 ปีแล้ว จนกระทั่งทุกวันนี้พวกเค้าก็ยังคบหาดูใจกันอยู่แบบไม่ได้หนีหน้าหายไปไหน หรือบอกเลิกรากันไปให้เจ็บปวดหัวใจซะงั้นจึงอยากแสดงความยินดีกับคู่ที่ยังคบกันอยู่ได้ยาวนานเหมือนกันนะ 5 ปีขึ้นไปเนี่ย บางคู่ที่รักกันมาจนป่านนี้ คือผ่านเลข 5 มาได้ บอกอย่างมั่นใจว่า คู่ของเราต้องผ่านเลข 7 (ที่ถือว่าเป็นเลขอาถรรพณ์ในความเชื่อของใครบางคน) ไปได้แน่ เพราะคบกันจนผ่านมา 5 ปีไปได้ แล้วถ้าจะคบกันไปอีกจนกว่าจะผ่านไป 7 ปี ก็ไม่น่าจะยากแล้วล่ะ แม้ความเชื่อประเภท “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ซึ่งครั้งหนึ่งนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จะเชื่อว่า ทุก 7 ปี “ความรัก” มักมี “การเปลี่ยนแปลง”ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่มักเชื่อว่า ส่วนใหญ่ผลลัพธ์ของมันจะออกมาในทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ซะมากกว่าแสดงว่าถ้ารักของใครผ่านปีที่ 7 ไปได้ ก็จะคบกันยาวโลดต่อไปเรื่อยๆ แต่หากคู่ไหนคบกันมาจนเข้าปีที่ 7 แล้ว ความรู้สึกของทั้งคู่เกิดง่อนแง่น งอแง และเอาแต่ใจตัวเองละก็ โอกาสที่ความรักของคู่ที่คบกันนั้นจะจบลงก็มีความเป็นไปได้ที่จริง “การคบกัน” หรือ “ความรักที่มีให้กัน” ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับตัวเลข และจำนวนปีที่คบกันเนอะเพราะการที่คนเราจะคบกันได้ต่อไปเรื่อยๆ ให้ยืนยาวอย่างมั่นคง น่าจะมีวิธีผูกมัดใจกันให้อยู่เคียงคู่ไปอย่างราบรื่นเรื่อยๆสิ ซึ่งเมื่อนำไปถามคู่ของน้องจอยกับพี่เขตว่า ในเมื่อคบหากันมาได้นานถึง 5 ปีแล้วอย่างนี้ ทั้งสองเคยคิดบ้างไหมว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ยังคบกันต่อไปได้ โดยไม่ร้างลา หรือบอกเลิกกันไปเสียก่อน?พี่เขตตอบก่อนเป็นคนแรกว่า ผมใช้ความใจเย็นและความตั้งใจที่จะคบกับฝ่ายหญิงให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้เป็นตัวตั้งในกรณีของผมนะ เพราะผมรู้ตัวครับว่าเป็นคนใจร้อน หนำซ้ำถ้าตอนไหนมีหลายสิ่งหลายอย่างรุมเร้าเข้ามาในชีวิตผมเยอะแยะเกินไปละก็ หากแฟนของผมนำเรื่องเข้ามาใส่ผมอีกละก็ ผมบอกได้เลยว่า ผมพร้อมจะออกปากบอกว่า เราเลิกกันเถอะ ชนิดไม่ทันคิดหน้าคิดหลังได้ก็แล้วกันฉะนั้น น้องจอย แฟนของผมจึงต้องเป็นคนใจเย็นและเป็นขั้วตรงข้ามกับผมครับ ไม่งั้นหากคนใจร้อนมาอยู่ร่วมกับคนใจร้อน แล้วจะอยู่ด้วยกันได้รึ? แต่ดีที่น้องจอยเธอเป็นคนใจเย็นตั้งแต่เมื่อผมเริ่มรู้จักเธอแล้ว พวกเราจึงคบกันมาได้นานจนถึงป่านนี้ทางด้านน้องจอยก็บอกว่า โดยธรรมชาติเธอเป็นคนใจเย็นอยู่แล้ว ตอนคบกับพี่เขตแรกๆ ยังไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนใจร้อน แต่รู้ว่าเค้าจะเป็นคนที่ตรงต่อเวลา เรียกว่านัดกันกี่โมงก็ต้องเจอกันให้ได้ตามนั้น ยกเว้นฝ่ายที่มาไม่ทันมีเหตุให้ต้องมาไม่ทันจริงๆก็สามารถบอกเหตุผลให้เค้าเข้าใจได้ ซึ่งเธอก็ชอบนะ คนที่ตรงต่อเวลาน่ะในทรรศนะของเธอคิดว่า คนที่ตรงต่อเวลาเป็นนิสัยที่ดี เป็นคนมีวินัย ไม่เอ้อระเหย แต่กับ “ความใจร้อน” ของเค้า เธอก็เคยเจอมาเหมือนกัน ประเภทชอบขับรถเร็ว เพราะอยากเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วๆ ซึ่งเธอได้แต่เตือนเค้าว่า อย่าใจร้อนนักเลย มันไม่ดีหรอก แล้วก็พูดอย่างนี้กับเค้าบ่อยๆ จนทุกวันนี้ น่าชื่นใจว่า อาการใจร้อนของเค้าลดลงไปมากแล้วน้องจอยบอกด้วยว่า กว่าจะทำให้เค้าใจร้อนน้อยลงก็ต้องใช้เวลา เนื่องจากคนเราไม่เปลี่ยนตัวเองโดยฉับพลันทันใด เธอจึงพยายามยกเหตุผลมาพูดมาอธิบายให้เค้าเข้าใจว่า ใจร้อนเกินไปมันไม่ดี, ไม่เหมาะและไม่สมควรกับการคบกันระหว่างเรานะ ซึ่งโชคดีด้วยแหละที่เค้าฟังเรา และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แหม...กู้ดเก๋จังแฮะ เพราะคนเราต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากันได้กับอีกฝ่ายอยู่แล้ว แม้อาจใช้เวลาบ้างก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่ปรับเปลี่ยนอะไรให้เข้ากับ “คนที่คุณคบด้วย” ก็แล้วกันถามว่า คนใจร้อนมีอยู่เยอะไหมในสังคม? โห...ตอบไม่ถูกหรอก บางคนใจร้อนเฉพาะบางเรื่องเท่านั้นก็มี ไม่ได้ใจร้อนไปหมดทุกอย่างก็เยอะ แบบนี้ค่อยยังชั่วค่ะ เอาเป็นว่า หากคน 2 คนที่ได้มาคบกัน มีนิสัยแตกต่างไปคนละแบบ แล้วจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างไร? ดีฝ่า1.ให้สังเกตดูเถอะ ถ้าคนเราสองคนอยากคบหากันแล้วไซร้ ทั้งคู่มักจะเปิดใจยอมปรับตัวเข้าหากันอยู่แล้ว เพราะได้แรงรักและแรงใจเกื้อหนุนไรงี้ ฉะนั้น สมมติว่า คุณเป็นคนขี้เกียจออกจากบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะอยากนอนพักผ่อนอยู่บ้านมากกว่า แต่ถ้าลองได้นัดกับ “คนที่คุณชอบหรือรัก” ดูสิจากคนที่ไม่ชอบออกจากบ้านและจะนอนให้หนำใจในวันหยุด แต่พอมีความรักและมีคนที่คบแล้วละก็ จะเป็นแรงกระตุ้นให้คุณเปลี่ยนไปได้นะ เพราะคุณเองก็อยากเจอ “คนที่คุณกำลังคบหา” อยู่ด้วยไงเล่า2.ถ้าฝ่ายหนึ่งเป็นคนใจร้อน อีกฝ่ายสามารถช่วยเปลี่ยนเค้าให้กลายเป็นคนใจเย็นขึ้นได้ ด้วยการพูดคุยและยกตัวอย่างให้เค้าเห็นถึงข้อเสียของความใจร้อน ซึ่งหากเค้ารับฟัง (เค้ามักฟังคนรักอยู่แล้วล่ะ แต่ถ้าเค้าไม่ฟังแสดงว่าไม่รักน่ะซี) เค้าจะค่อยๆเรียนรู้และปรับตัวเองให้เป็นคนใจเย็นลงได้ ช่วยเป็นกำลังใจให้ละกัน.@@@@เมอร์ลิน