ชาร้อนๆหอมกรุ่นถูกนำมาเสิร์ฟในทันทีที่เราเดินทางถึงเกาะฮ่องกง ในวันที่พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีทั้งฝนและลมกระโชกแรงแต่กลับตรงกันข้าม อากาศดีจนไม่น่าเชื่อ ว่านี่คือฤดูร้อนของเกาะฮ่องกง อาจเป็นเพราะชื่อทริปที่ไปคราวนี้ ตั้งไว้อย่างสวยหรูว่า Hong Kong best Experiences with Hong Kong Tourism Board ที่ต้องการให้สื่อมวลชนไทยได้ไปสัมผัสความมีเสน่ห์ของฮ่องกงในย่าน Old Town Centralพี่มาลี และ พี่วิคกี้ สองไกด์ฮ่องกงที่ได้ชื่อว่าทั้งค่าตัวและเวลาของทั้งคู่อยู่ในอันดับ ท็อปแอนด์ เบสต์ ของฮ่องกง ได้รับการคัดเลือกจาก Hong Kong Tourism Board ให้มาดูแลสื่อจากไทยคราวนี้ ภาพกราฟิตี้เก๋ไก๋.มื้อกลางวันแรกในฮ่องกง เป็นการรองท้องที่ร้านอาหารชื่อ Above&Beyond ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นที่ 23 ของโรงแรม Icon ที่สามารถชมวิวของเกาะฮ่องกงได้แบบ 360 องศาเริ่มจากการดื่มชา พี่มาลี บอกว่า ศิลปะของการดื่มชา ต้องให้ได้ความหอม 4 อย่างหอมแรก คือ หอมดม ชาที่ดีต้องกลิ่นหอมทันทีที่ยกขึ้นสูดกลิ่นก่อนดื่ม หอมที่สอง คือ หอมดื่ม ดื่มแล้วได้กลิ่นหอมโชยเตะจมูก หอมที่สาม คือ หอมในคอ คือ ดื่มแล้ว กลืนลงคอแล้วความหอมยังติดอยู่ และหอมสุดท้าย คือ หอมถ้วยชา คือ ดื่มแล้วยังมีกลิ่นติดอยู่ที่ถ้วยชา...นี่เรียกว่าเป็นการดื่มชาอย่างมีรสนิยมจากชา ต่อกันด้วยเมนู ติ่มซำ ซึ่งถือเป็นอาหารเลื่องชื่อของฮ่องกง ทั้งด้วยรสชาติและความหมาย ติ่ม แปลว่า Touch หรือการสัมผัส ส่วน ซำ หรือ ซั้ม แปลว่า Heart โดยรวมความหมายของติ่มซำ จึงแปลว่า อาหารที่ทำจากหัวใจ ซึ่งมื้อนี้ มีติ่มซำ 3 อย่างที่นำมาเสิร์ฟ คือ ซิ่วไหม หรือ ขนมจีบไส้หมู ฮะเก๋า และ ซาลาเปาไส้หมูแดง ตามด้วยซุปและอาหารสไตล์แคนโตนีสอีกหลากหลายเมนู ร้านบะหมี่ดั้งเดิมที่ Elgin Street. อิ่มท้องกันแล้ว ก็ได้เวลาไปตะลอนทัวร์เมืองเก่า หรือ Old Town ฮ่องกง ที่งานนี้มีคอนเซปต์การชมเมืองว่า Where East meets West, Old meets New เป็นอีกที่ที่คุณต้องไม่พลาดที่จะไปเช็กอินครั้งต่อไปหากได้ไปเยือนฮ่องกงเริ่มกันที่ถนน Hollywood ซึ่งถือว่าเป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง เป็นถนนสายแรกที่ชาวยุโรปอย่างอังกฤษเข้ามาปักธงในเกาะฮ่องกง เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเอกลักษณ์ของถนนย่านนี้ คือภาพเขียนกราฟิตี้บนผนังตึก ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาร์ต สตรีต วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงนิยมมาถ่ายรูปกับงานกราฟิตี้แบบนี้กันมากขึ้น ที่ได้รับความนิยมมากๆเห็นจะเป็นรูปบ้านทาวน์เฮาส์เก่าแก่ของฝั่งโอลด์ ทาวน์ ฮ่องกงที่นำมาเขียนเป็นภาพกราฟิตี้บนผนัง ปูพื้นด้วยสีฟ้าสด สาวกสายอาร์ตไม่ควรพลาด ประตูวัดหม่านโหมว.เดินเลาะไปตามถนนเล็กๆและซอยต่างๆในย่าน Old Town นอกจากคุณจะเห็นความเก่าของความเป็นตะวันตกและตะวันออกผสานกันอย่างลงตัวแล้ว คุณยังจะได้พบกับร้านอาหารเก่าแก่ที่ขายต่อๆ กันมานับ 40-50 ปี อย่างร้านนี้ Kung Lee เป็นร้านน้ำอ้อยเก่าแก่ เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 ความลับในความหวานของน้ำอ้อยรสธรรมชาติที่ร้านนี้ คือการใช้เครื่องปั่นโบราณที่ใช้มาตั้งแต่สมัย 30 ปีก่อน...อีกร้านคือร้าน Yuk Yip ซึ่งเป็นร้านขนมหวานเก่าแก่ ที่ถนน Elgin แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาขายบะหมี่ ความคลาสสิกของร้านคือภาพวาดแบบกราฟฟิกบนผนังที่ทำเป็นรูปผับในย่านชานเมืองของฮ่องกงอีกที่ที่น่าสนใจในความมีไอเดียของรัฐบาลฮ่องกงคือ การปรับปรุงอาคารแฟลตตำรวจเก่าที่ชื่อว่า PMQ’ (Police Married Quarters) ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะสร้างธุรกิจภายใต้แบรนด์ของตัวเอง รวมทั้งดีไซเนอร์ยุคใหม่ คล้ายๆกับสตาร์ตอัพบ้านเรา ภายในอาคารมีไลน์อัพสินค้าจากสตูดิโอดังๆมาเปิดขายสินค้าด้วย ส่วนลานด้านล่างอาคาร ทำเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะและนิทรรศการ รวมทั้งเวิร์กช็อป ทั้งดีไซน์งานเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และงานของตกแต่งบ้านต่างๆและถ้ามาย่าน Central Old Town แล้ว ต้องไม่พลาดทาร์ตไข่ร้าน Tai Cheong Bakery ร้านเบเกอรี่เก่าแก่ ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1954 เป็นร้านที่ Chris Patten อดีตผู้ว่าการคนสุดท้ายของฮ่องกงสมัยที่อังกฤษยังปกครองฮ่องกงอยู่ ยกย่องว่าเป็นร้านทาร์ตไข่ที่อร่อยที่สุดในโลก ฐานของทาร์ตเป็นคุกกี้ กินแล้วไม่เลี่ยน ส่วนเนื้อทาร์ตก็ไม่หวานมากรสชาติละมุน เหมาะกับการจิบชาอังกฤษแกล้มจริงๆ ล่าสุด CNN Go จัดอันดับให้เป็นทาร์ตไข่ที่อร่อยอันดับที่ 16 จาก 50 อันดับของโลกด้วย ทาร์ตไข่ดั้งเดิม ร้านTai Cheong Bakery.ก่อนจะได้เวลามื้อค่ำ ทั้งพี่มาลีและพี่วิคกี้ อยากให้เราได้สัมผัสความเก่าแก่ของประวัติศาสตร์ในย่าน Old Town เลยพาเราไปกราบไหว้องค์เทพที่ วัดหม่านโหมว ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์เทพหม่าน โหมว ที่องค์แรกเป็นเทพแห่งความรู้ ส่วนอีกองค์เป็นเทพแห่งสงคราม เชื่อว่าใครที่มาขอพรที่นี่มักสำเร็จ ให้บนผลไม้หรือไก่ต้ม โดยเฉพาะถ้าจะเปลี่ยนงาน เจรจาธุรกิจการค้า สอบเข้าเรียน สอบชิงทุนต่างๆ ใครมาอธิษฐานขอพรแล้วกลับไปมักสำเร็จ ร่ำรวยสมปรารถนาสำหรับมื้อค่ำวันแรกในฮ่องกง เป็นเมนูอาหารซิกเนเจอร์ที่ได้รับรางวัลมิชิลิน สตาร์ ระดับ 1 ดาวในปีนี้ จานเด็ดของร้านคือ บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง ส่วนเมนูอื่นๆทั้งโจ๊ก ผัดผัก รวมถึงก๋วยเตี๋ยวผัดซอสฮ่องกง ก็อร่อยไม่แพ้กัน ร้านชื่อ Ho Hung lee อยู่ที่อาคาร Hysan Place ไม่ไกลจากร้านทาร์ตไข่มากนัก กินกันจนท้องแตก หมดไปเกือบ 2 พันเหรียญฮ่องกง คิดเป็นเงินไทยก็ราวหมื่นกว่าบาท ถือว่าไม่แพงสำหรับอาหารระดับมิชิลิน สตาร์แบบนี้ในฮ่องกงคืนนี้เราพักที่โรงแรม Lan Kwai Fong โรงแรมบูติกสุดชิกในย่าน Central ที่อยากให้คุณได้มาสัมผัสแล้วคุณจะลืม ชิมซาจุ่ย, มงก๊ก, นาธาน และจอร์แดนไปเลย...เชื่อสิ...!!!!