แอปเปิลเปิดฉากต้นปี 2569 ด้วยการเปิดตัวกองทัพสินค้าใหม่ระหว่างวันที่ 2–4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาโดยเลือกใช้รูปแบบเปิดตัวแบบทยอยรายวัน การเปิดตัวครั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลักตั้งแต่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนับเป็นกลยุทธ์สำคัญของบริษัทในการกระตุ้นตลาดอุปกรณ์ดิจิทัล พร้อมขยายฐานผู้ใช้ในหลายระดับราคา ตั้งแต่กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงผู้ใช้ระดับมืออาชีพในวันแรกของกิจกรรมเปิดตัว iPhone 17e ที่วางตำแหน่งเป็นรุ่นเข้าถึงง่ายในตระกูล iPhone เปิดตัว 3 สี ได้แก่ ดำ ขาว และชมพูอ่อน ราคาเริ่มต้น 22,900 บาท มาพร้อมความจุ 256GB เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากรุ่นก่อนในราคาเท่าเดิมเน้นประสิทธิภาพสูงในราคาจับต้องได้ ขับเคลื่อนด้วย ชิป A19 พร้อมโมเด็มเซลลูลาร์ C1X ที่แอปเปิลพัฒนาเอง ซึ่งเร็วกว่า C1 ใน iPhone 16e ถึงสองเท่า กล้อง Fusion 48MP ซูมเทเลโฟโต้ 2 เท่า รองรับ MagSafe และชาร์จเร็ว USB-C วางจำหน่าย 11 มีนาคม พร้อมกันนี้ยังเปิดตัว iPad Air รุ่นใหม่ ที่อัปเกรดมาใช้ชิป M4 พร้อมหน่วยความจำมากขึ้น ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประมวลผลกราฟิกและการทำงานหลายแอปพลิเคชัน เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการแท็บเล็ตสำหรับการทำงาน การเรียน หรือการสร้างคอนเทนต์ดิจิทัลiPad Air รุ่นใหม่ อัปเกรดชิป M4 เพิ่มประสิทธิภาพเร็วขึ้นสูงสุด 30% พร้อมหน่วยความจำมากขึ้น รองรับงานสร้างสรรค์ เกม และ AI ได้ดีขึ้น มีให้เลือก 2 ขนาด 11 และ 13 นิ้ว รองรับ Wi-Fi 7 มี สีฟ้า สีม่วง สีสตาร์ไลต์ และสีเทาสเปซเกรย์ ความจุเริ่มต้น 128GB ราคาเริ่มต้นที่ 21,900 บาท ในวันที่สองแอปเปิลขยายไลน์สินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ โดยเปิดตัว MacBook Air รุ่นใหม่ที่ใช้ชิป M5 ซึ่งเน้นความบางเบาและประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป รวมถึง MacBook Pro รุ่นใหม่ที่ใช้ชิป M5 Pro และ M5 Max สำหรับกลุ่มผู้ใช้ระดับมืออาชีพ เช่น นักพัฒนา นักออกแบบกราฟิก และผู้ผลิตคอนเทนต์ MacBook Air รุ่น 13 นิ้ว ราคาเริ่ม 36,900 บาท ส่วนรุ่น 15 นิ้ว ราคาเริ่ม 44,900 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สกายบลู มิดไนต์ สตาร์ไลต์ และสีเงินส่วน MacBook Pro รุ่นใหม่มาพร้อมชิป M5 Pro และ M5 Max โดยรุ่น 14 นิ้ว ชิป M5 Pro ราคาเริ่ม 74,900 บาท และรุ่น 16 นิ้ว ราคาเริ่ม 92,900 บาทส่วนรุ่นที่ใช้ชิป M5 Max รุ่น 14 นิ้ว ราคาเริ่ม 124,900 บาท และรุ่น 16 นิ้ว ราคาเริ่ม 134,900 บาท มีให้เลือกทั้งสีสเปซแบล็ก และสีเงิน นอกจากนี้ แอปเปิลเปิดตัว Studio Display รุ่นใหม่ และ Studio Display XDR ออกแบบมาใช้คู่กับ Mac โดย Studio Display มาพร้อมกล้อง Center Stage 12MP ระบบเสียง 6 ลำโพง และ Thunderbolt 5 ราคาเริ่ม 52,900 บาทส่วน Studio Display XDR ใช้จอ Retina 5K XDR แบบ Mini-LED ความสว่างสูงสุด 2,000 นิต รองรับรีเฟรชเรต 120Hz ราคาเริ่ม 109,900 บาทไฮไลต์สำคัญของวันสุดท้ายอยู่ที่การเปิดตัว MacBook Neo แล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่วางตำแหน่งเป็น MacBook ระดับเริ่มต้น โดยออกแบบมาเพื่อขยายฐานผู้ใช้ในกลุ่มนักศึกษาและผู้ใช้งานทั่วไป ใช้ชิป A18 Pro ที่ใช้ใน iPhone 16 Pro Max มาพร้อมจอภาพ Liquid Retina ขนาด 13 นิ้ว ความละเอียด 2408 × 1506 ความสว่าง 500 นิต รองรับการแสดงผลสีสูงสุด 1 พันล้านสี ให้ภาพคมชัดสดใสรองรับการเชื่อมต่อ USB-C 2 พอร์ต, Wi-Fi 6E, Bluetooth 6 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ บลัช อินดิโกเงิน และซิตรัส ราคาเริ่มต้น 19,900 บาท (ราคานักศึกษาเริ่ม 16,900 บาท)MacBook Neo ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของรอบเปิดตัวครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการนำเสนอ MacBook ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยขยายฐานผู้ใช้ระบบ macOS ไปยังกลุ่มนักเรียนและผู้ใช้ใหม่จำนวนมาก ล่าสุดไดทดสอบประสิทธิภาพจากโปรแกรม Geek bench 6 เผยแพร่ออกมาแล้ว โดยตัวเลขคะแนนบ่งชี้ว่าประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ iPhone 16 Pro เนื่องจากทั้งสองอุปกรณ์ใช้ชิปเดียวกันคือ A18 Proข้อมูลการทดสอบระบุว่า MacBook Neo ทำคะแนน Single–core ได้ 3,461 คะแนน สูงกว่า MacBook Air (M1) ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 2,200–2,300 คะแนน ขณะที่คะแนน Multi–core อยู่ที่ 8,668 คะแนน ใกล้เคียงกับ M1 ที่ทำได้ราว 7,900–8,100 คะแนน แต่ยังต่ำกว่าชิป Apple M2 ที่ทำคะแนนได้ประมาณ 9,600 คะแนนในส่วนของประสิทธิภาพกราฟิก ผ่านระบบ Metal GPU MacBook Neo ทำคะแนน 31,286 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ MacBook Air รุ่น M1 ที่ประมาณ 31,900 คะแนนเมื่อเทียบกับ iPhone 16 Pro ซึ่งใช้ชิป A18 Pro เช่นกัน พบว่าคะแนนแทบไม่แตกต่างกัน โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวทำ Single-core ประมาณ 3,445 คะแนน และ Multi-core 8,624 คะแนน แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของชิปมีพื้นฐานใกล้เคียงกัน เพียงแต่ถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์คนละประเภท ภาพรวมของสินค้าชุดใหม่ในช่วงต้นปี แสดงให้เห็นการจัดวางผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลให้ครอบคลุมทุกระดับตลาด ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นไปจนถึงรุ่นสำหรับมืออาชีพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศอุปกรณ์หรืออีโคซิสเต็มของบริษัทเป็นอีกก้าวสำคัญของแอปเปิล ในการกระตุ้นตลาดเทคโนโลยีปี 2569 ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล. คลิกอ่านคอลัมน์ “บทความไซเบอร์เน็ต” เพิ่มเติม