วันก่อนได้มีโอกาสฟังความคิดเห็นเรื่องทิศทางการท่องเที่ยวจาก “แอนดรูว์ วู้ด” บก.อาวุโสของนิตยสารสกาล สวีเดน ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจเรื่องการแข่งขันระหว่าง “ไทย–เวียดนาม”แน่นอนว่าเวียดนามกำลังเดินหน้าอย่างคึกคักในภาคการท่องเที่ยว สถิติปี 2568 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่ประเทศไทยมีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน แต่ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามองง่ายๆคือเวียดนามกำลังผงาด ไทยกำลังร่วงหล่น แต่การมองแบบนี้ถือว่าพลาดโอกาสในภาพรวม จริงๆแล้วมันคือเวียดนามกำลังเรียนรู้ที่จะแบ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยอยากจะยกตัวอย่าง “นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย” ที่รักเลิฟประเทศไทย บินลัดฟ้ามาไทย 1.9 ล้านคนในปี 2568 แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มตกหลุมรักเวียดนาม บินไปเวียดนามเกือบ 690,000 คนในปีเดียวกัน ซึ่งมากกว่าปี 2567 ถึง 3 เท่า นาตรัง เกาะฟูก๊วก กำลังเป็นเหมือนภูเก็ต พัทยา สมุยถือเป็นภัยคุกคามหรือไม่ ไม่เลยครับ อยากให้ลองคิดภาพตามเรื่อง “การขาย” แทนที่จะชูไทยแลนด์โดดๆ ทำไมไม่ลองจัดเป็นแพ็กสร้างความประทับใจ “ไทยพลัสเวียดนาม” แทนที่เราจะมานั่งกังวลว่าเราต้องเสีย 4 คืนให้กับเวียดนามทั้งที่ควรได้ 14 วันเต็มๆในไทยจากนักท่องเที่ยวคนนั้นๆ ลองมองต่างกันดูว่า จะทำเช่นไรดีให้นักท่องเที่ยวคนนั้นสนใจที่จะมาพักผ่อนเพิ่มเป็น 18–21 วันในอดีตใช่ว่าไม่เคยมี มันมีบริษัททัวร์เฉพาะทางในต่างประเทศที่จัดแพ็กเกจเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน มองว่าตอนนี้กำลังเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ในด้านการท่องเที่ยว การเชื่อมโยง (Connectivity) และการวางตัวเองเป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคควรมีการตั้งเป้าหมายแบบไม่ซับซ้อน กำหนดเลยว่าทำยังไงดีในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาพักผ่อน 2-3 ประเทศ (ลาวด้วยไหม?) ในอาเซียนภายในทริปเดียว โดยมีไทยเป็นหัวใจหลักของการเดินทางทริปนั้นๆไทยไม่ควรเห็นนักท่องเที่ยวเป็น “ของตาย” มองว่ายังไงก็ต้องมาอยู่แล้ว ในขณะที่เวียดนามกำลัง “เพิ่มคุณค่า” ทั้งด้านอาหาร ชายหาด รีสอร์ต และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม