เมื่อวันก่อนผมอ่านข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปพูดที่โรงเรียนตำรวจแนสซอเคาน์ตีในรัฐนิวยอร์ก แล้วรู้สึกว่าฝรั่งอเมริกันนี่เวลาจะทำอะไรก็ทำกันใหญ่โตดีจริงๆทรัมป์ประกาศว่าอาชญากรรมรุนแรงในสหรัฐฯลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ โดยข้อมูลเบื้องต้นของเอฟบีไอ ค.ศ.2025 ระบุว่า ฆาตกรรมและการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาลดลงร้อยละ 18.1 การปล้นลดลงร้อยละ 18.5 อาชญากรรมรุนแรงโดยรวมลดลงร้อยละ 9.3 และอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินลดลงร้อยละ 12.4แล้วก็โม้ตามประสาทรัมป์ว่า “นี่ไง ผลงานผม” เรื่องนี้ผมต้องให้ความเป็นธรรมกันหน่อยว่า ตัวเลขอาชญากรรมลดลงจริง แต่จะยกความดีความชอบทั้งหมดให้ทรัมป์คนเดียว ก็คงจะเหมือนคนมาในตอนข้าวสุกพอดีแล้วประกาศว่า ข้าวหม้อนี้สุกเพราะผมนักอาชญาวิทยาหลายคนชี้ว่า แนวโน้มฆาตกรรมในอเมริกาลดลงมาตั้งแต่ก่อนทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาว และไม่มีนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งที่อธิบายการลดลงทั้งหมดได้ มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ รัฐบาลทรัมป์ทำให้คนทั้งประเทศรู้ว่ารัฐบาลต้องการบังคับใช้กฎหมายทรัมป์ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯส่งแผนการใช้งบประมาณ 10-20 ล้านดอลลาร์ จัดซื้ออุปกรณ์ที่เรียกว่า G.L.O.V.E. ซึ่งเป็นถุงมือปล่อยกระแสไฟฟ้าสำหรับควบคุมคนที่ขัดขืน โดยฝ่ายรัฐบาลบอกว่าเป็นอุปกรณ์ลดการใช้กำลังที่รุนแรงกว่า ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนก็กังวลอย่างยิ่งว่าอาจถูกนำไปใช้เกินสมควรผมไม่ได้เสนอให้ประเทศไทยซื้อถุงมือไฟฟ้ามาช็อตใครนะครับ บ้านเราขอเพียงให้ตำรวจหยิบกฎหมายขึ้นมาใช้ให้ครบทุกมาตราก็พอแล้ว เพราะปัญหาของประเทศไทยในเรื่องคนต่างชาติ มิใช่ว่าเราไม่มีกฎหมาย เรามีกฎหมายมากเสียจน บางครั้งคนไทยเองยังจำไม่ได้ว่ามีกี่ฉบับปัญหาคือเมื่อคนต่างชาติบางคนเข้ามาทำธุรกิจผิดประเภท ใช้คนไทยเป็นนอมินีซื้อหรือครอบครองที่ดินโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ทำงานโดยไม่มีสิทธิ หรือประกอบกิจการที่สงวนไว้ให้คนไทยประชาชนมักเกิดคำถามขึ้นมาทุกครั้งว่า ทำไมเรื่องอย่างนี้จึงทำกันมาได้ตั้งนานค.ศ.2026 ตำรวจไทยเริ่มลงมือหนักขึ้นจริงในปฏิบัติการปราบนอมินีในสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา กระบี่ ชลบุรี และพื้นที่อื่น มีหมายจับทั้งคนไทยและคนต่างชาติ และในบรรดาชาวต่างชาติที่ถูกดำเนินคดีก็มีทั้งสัญชาติอิสราเอล รัสเซีย ฝรั่งเศส โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และอีกหลายชาติจะพูดว่ารัฐบาลไทยไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ยุติธรรม รัฐบาลไทยทำแล้วครับ แต่คำถามใหญ่กว่าคือ จะทำไปถึงไหน ทำเฉพาะตอนหนังสือพิมพ์ลงข่าวหรือไม่ พอข่าวเงียบตำรวจก็กลับโรงพัก ต่างชาติก็กลับไปเปิดบริษัท และนอมินีก็กลับมาถือหุ้นกันใหม่หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถามที่ภูเก็ตถึงขนาดผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้ใช้กฎหมายกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเข้มงวด ผมเห็นว่าถูกต้องแล้วครับ และควรทำกับทุกชาติ คนอิสราเอลทำผิด ก็ใช้กฎหมายไทย คนรัสเซียทำผิดก็ใช้กฎหมายไทย คนจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน หรือชาติไหนทำผิดก็ใช้กฎหมายไทย แม้แต่คนไทยเองทำผิดก็ต้องใช้กฎหมายไทยเหมือนกันความแตกต่างระหว่างอเมริกากับไทยจึงมิใช่ว่าอเมริกาเก่งกว่า หรือทรัมป์ถูกทุกเรื่อง ทรัมป์เองก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามาตรการบางอย่างรุนแรงเกินไป และการอ้างว่าการกวาดล้างผู้อพยพเป็นสาเหตุสำคัญของอาชญากรรมที่ลดลงนั้นยังไม่มีหลักฐานเพียงพอรองรับแต่สิ่งที่น่านำมาคิดคือ ประเทศหนึ่งซึ่งผู้คนกำลังถกเถียงกันว่า รัฐใช้อำนาจมากเกินไปหรือไม่ ขณะที่เมืองไทยหลายครั้งประชาชนกลับต้องถามว่ารัฐจะใช้อำนาจที่มีอยู่เมื่อไรเราไม่จำเป็นต้องมีถุงมือไฟฟ้า ขอเพียงมีเจ้าหน้าที่ที่เห็นหนังสือเดินทางต่างชาติแล้วไม่ลืมว่าตนเองถือกฎหมายไทยอยู่ในมือรัฐบาลต้องทำให้คนต่างชาติทุกคนเข้าใจตั้งแต่ก้าวแรกที่ผ่าน ตม.เข้ามาว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับท่าน ถ้าทำถูกกฎหมาย ท่านคือแขกของเราถ้าทำผิดกฎหมาย ท่านคือผู้ต้องหาตามกฎหมายไทย.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม