เหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ครั้งใหญ่ ที่ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) ถือเป็นภัยพิบัติรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบศตวรรษของประเทศ... “รัฐบาลเวเนซุเอลา” ...ประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 ถล่มชายฝั่งทางเหนือ...เกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วกว่า 20 ครั้ง สั่งปิดสนามบินหลัก หยุดรถไฟและโรงเรียนชั่วคราวแผ่นดินไหวครั้งแรก ขนาด 7.2 เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.04 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ใกล้เมืองซานเฟลิเป รัฐยารากุย...แผ่นดินไหวครั้งที่สอง เกิดขึ้นตามมาเพียง 39-40 วินาที ด้วยขนาดที่รุนแรงกว่าคือขนาด 7.5 ใกล้เมืองยูมาเร ในรัฐยารากุยเช่นกัน...ผลกระทบและความเสียหาย...แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ทั่วประเทศเวเนซุเอลา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างโคลอมเบียและบราซิล...ความเสียหายในเมืองหลวง “กรุงการากัส” ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารสูงและบ้านเรือนหลายแห่งในย่านอัลตามิราและพื้นที่อื่นๆพังถล่มลงมาส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากแม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการยังไม่ระบุแน่ชัดเนื่องจากปัญหาการสื่อสาร แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลว่าอาจมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก (หน่วยงานประเมินความเสียหายบางแห่ง...คาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตได้ถึงหลักพันถึงหลักหมื่นคนในกรณีเลวร้ายที่สุด)เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครยังคงเร่งค้นหา “ผู้รอดชีวิต” ใต้ซากอาคารอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความยากลำบาก...ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ภายนอกอาคารเพื่อความปลอดภัยจากอาฟเตอร์ช็อกที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหตุการณ์นี้ถือเป็นสถานการณ์วิกฤติที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เนื่องจากความรุนแรงของ “แผ่นดินไหวระดับ 7+ สองครั้งซ้อน” ในเวลาไล่เลี่ยกันในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นประเด็นสำคัญมีว่า...การเกิดแผ่นดินไหวแบบ “Doublet Earthquake” หรือ “แผ่นดินไหวคู่” ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในเวลาเพียงไม่กี่วินาที (39-40 วินาที) และมีขนาดรุนแรงระดับ 7.2 และ 7.5 ในรัฐยารากุย ประเทศเวเนซุเอลา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่มีความ “ผิดปกติและน่าสนใจในเชิงธรณีฟิสิกส์” อย่างยิ่งโดยปกติ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาในการสะสมและปลดปล่อยพลังงาน แต่การที่เกิดขนาด 7.5 ตามมาหลังจาก 7.2 เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที บ่งชี้ว่า...รอยเลื่อนที่เชื่อมต่อกัน แผ่นดินไหวครั้งแรก (7.2) อาจทำหน้าที่เป็น “ตัวกระตุ้น” ไปปลดล็อกพลังงานที่สะสมอยู่ในรอยเลื่อนข้างเคียงหรือรอยเลื่อนต่อเนื่องกันทำให้เกิดการแตกร้าวเพิ่มขึ้นทันที...เป็นปรากฏการณ์การกระตุ้นรอยเลื่อนข้างเคียง“บริเวณรัฐยารากุยเป็นจุดที่ระบบรอยเลื่อนมีความซับซ้อน การสั่นสะเทือนครั้งแรกไปเปลี่ยนความเค้นในชั้นหินรอบๆ จนรอยเลื่อนถัดไปรับภาระไม่ไหวและแตกตัวตามมา นี่ไม่ใช่เหตุการณ์บังเอิญ แต่เป็นผลกระทบลูกโซ่ในระดับเปลือกโลก...ภายใต้ความซับซ้อนของโครงสร้างรอยเลื่อน”สิ่งที่ผิดปกติและรุนแรงที่สุดคือ “ระยะเวลา 40 วินาที”...ในทางวิศวกรรมอาคาร อาคารส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้รับแรงสั่นสะเทือนได้ในระดับหนึ่ง แต่การที่อาคารกำลังสั่นอยู่จากคลื่นแผ่นดินไหวครั้งแรก แล้วถูก “ซ้ำ” ด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่า (7.5) ในขณะที่โครงสร้างยังไม่ได้หยุดนิ่งหรือเริ่มทรุดตัวลงมาแล้ว ...เป็น “ฝันร้ายที่สุดของวิศวกรโครงสร้าง” เพราะอาคารจะไม่มีเวลาคืนตัว ทำให้โอกาสที่อาคารจะพังถล่มลงมาสูงกว่าปกติหลายเท่า นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของช่วงเวลาทับซ้อน...ความเสียหายซ้ำซ้อนน่าสนใจอีกว่าภายใน 40 วินาที ระบบเตือนภัยในพื้นที่อาจยังไม่ทันประมวลผล หรือประชาชนยังไม่ทันตั้งตัวจากครั้งแรก ครั้งที่สองก็เกิดขึ้นแล้ว ทำให้ไม่มีจังหวะในการหลบหนีหรือหาที่ปลอดภัย?ต้องเข้าใจว่า “แมกนิจูดเป็นสเกลลอการิทึม”...แผ่นดินไหวขนาด 7.5 ปลดปล่อยพลังงานมากกว่า 7.2 ถึงประมาณ 2.8 เท่า...เมื่อเกิด 7.2 แล้วตามด้วย 7.5 ภายในเวลาไม่ถึงนาที พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาในรัศมีใกล้เคียงกันภายในเวลาอันสั้นนี้ เทียบเท่ากับการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเกือบ 7.6 หรือ 7.7 ในคราวเดียว ซึ่งเป็นการปล่อยพลังงานมหาศาลเกินกว่าที่พื้นดินในรัฐยารากุยจะรับได้...นี่คือพลังงานสะสมที่มากกว่าตัวเลขแมกนิจูด“รัฐยารากุย” ตั้งอยู่ใกล้กับระบบรอยเลื่อนโบโกโน ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีความเคลื่อนไหวสูงมากและตัดผ่านประเทศเวเนซุเอลา การที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ติดกันสองครั้งในบริเวณนี้ ยืนยันว่ารอยเลื่อนนี้ได้เข้าสู่สถานะ “ปลดปล่อยพลังงานครั้งใหญ่”เป็นสัญญาณว่าเปลือกโลกในบริเวณนี้มีการปรับตัวครั้งสำคัญนอกจากนี้แล้ว “อาฟเตอร์ช็อกกว่า 20 ครั้ง” เป็นอีกสัญญาณที่น่ากังวล? อาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องบ่งบอกว่า...แผ่นดินไหวคู่ (7.2 และ 7.5) ได้สร้างรอยร้าวขนาดใหญ่และกว้างขวางมากทำให้อาฟเตอร์ช็อกไม่ได้เกิดจากรอยเลื่อนเดียวแต่เกิดจากรอยเลื่อนแขนงนับสิบจุดที่พยายามปรับสมดุลอาฟเตอร์ช็อกเหล่านี้จะค่อยๆทำลายโครงสร้างอาคารที่เสียหายจากแรงสั่นสะเทือนหลักไปแล้ว ให้พังทลายลงมา ทำให้การกู้ภัยใน 24-48 ชั่วโมงแรกมีความเสี่ยงสูงมาก...เป็นอันตรายแฝงที่น่ากังวลบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ย้ำว่า กรณีนี้ไม่ใช่แผ่นดินไหวปกติทั่วไป แต่เป็น “Mega–Event” ในเชิงโครงสร้างธรณีวิทยา...เป็นอภิมหาแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลตามแนวบริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่มุดตัวซ้อนทับกัน“การเกิดแผ่นดินไหวสองครั้งติดกัน (Doublet Earth quake) ในระดับความรุนแรงนี้ มักจะทิ้งร่องรอยการแตกร้าวบนผิวโลกที่มองเห็นได้ชัดเจนและผลกระทบต่ออาคารในรัศมีใกล้เคียงจะรุนแรงกว่าแผ่นดินไหวครั้งเดียวโดดๆอย่างเทียบไม่ได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม