รัฐบาลนายกฯหนูมีความสามารถในการทำตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคให้ดูดีขึ้น ปีนี้มีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกหลายแห่งปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น ปรับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันมีพัฒนาการขึ้น ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเติบโตขยายตัว สัปดาห์ที่แล้วนายกฯหนูก็เพิ่งเปิดโครงการ Thailand FastPass บูรณาการ 8 หน่วยงานรัฐ ตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุน 7–8 แสนล้านบาทภายในปีนี้ พร้อมประกาศว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยใช้คำว่า “ฮั่งเซ้งดี” หมายถึงสภาวะตลาดคึกคัก การค้าขายคล่องตัวอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขเชิงบวกและอันดับความเชื่อมั่นที่ดูสวยหรูเหล่านั้น หากมองลงไปที่เศรษฐกิจฐานราก จะพบความจริงสภาพเศรษฐกิจซบเซาและยากลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ สินค้าล้นสต๊อก ขายไม่ออก ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงแม้รัฐบาลมีมาตรการประคองเศรษฐกิจ โครงการไทยช่วยไทย 60:40 แต่ก็ไม่ได้เพิ่มกำลังซื้อมากนัก และบรรเทาได้แค่ 4 เดือน เหมือนไฟไหม้ฟาง เมื่อสิ้นสุดโครงการ ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังคงอยู่ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงยาแก้ปวด แต่คือโครงสร้างการสนับสนุนที่ยั่งยืนคุณณัฐพล แสงฟ้า นายกสมาพันธ์สมาคมผู้ประกอบการไทย (FA SME THAI) ได้สะท้อนภาพวิกฤตการณ์ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เผชิญอยู่ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้คือเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เป็นผลจากกำลังซื้อภายในประเทศหดหายไป ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย สินค้าที่ตั้งใจผลิตออกมาจึงขายไม่ออก กลายเป็นสต๊อกล้นโกดังนายกฯณัฐพลยืนยันว่า เอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพและจิตวิญญาณนักสู้ สามารถปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ ไหลไปตามเทรนด์โลกได้ตลอด แต่ต่อให้ผู้ประกอบการเก่งและพยายามปรับตัวมากเพียงใด หากยังขาดการสนับสนุนส่งเสริมที่ตรงจุดและต่อเนื่องจากภาครัฐ คนตัวเล็กเหล่านี้ก็ไม่อาจยืนระยะได้ กำลังหมดแรงล้มลงทีละรายผมอยากให้นายกฯอนุทินและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรับฟังข้อมูลเสียงสะท้อน และใส่ใจกับผู้ประกอบการตัวจริงมากกว่าที่เป็นอยู่ ปัจจุบันประเทศไทยมีเอสเอ็มอี 3.2 ล้านราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 4.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 34% ของจีดีพี รองรับการจ้างงานมากกว่า 13 ล้านคน เฉพาะเครือข่ายของ FA SME THAI ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีเป็นสมาชิกทั่วประเทศ 1.4 หมื่นราย สร้างมูลค่าหมุนเวียนทางธุรกิจ 3 แสนล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างมากคุณณัฐพลมีข้อเสนอถึงรัฐบาลให้ช่วยต่อลมหายใจและติดอาวุธให้กับเอสเอ็มอี 2 ประการ 1.ขอให้ภาครัฐลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับเอสเอ็มอีลง เพราะดอกเบี้ยคือต้นทุนสำคัญในการประกอบธุรกิจ พร้อมทั้งผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนหมุนเวียน เติมสภาพคล่องให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้2.อยากให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นหัวหอกนำเอสเอ็มอีไปขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ ผ่านกลไกและช่องทางต่างๆของรัฐ เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มอิ่มตัว ไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงผู้ประกอบการอีกต่อไป อยากให้ดูจีนเป็นตัวอย่าง ผู้ประกอบการต้องการเปิดตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์จีนจะให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนเต็มที่ความฝันของรัฐบาลที่จะโกยเงินทุนข้ามชาติหลายแสนล้านบาท มันช่างดูสวนทางกับสภาพของเอสเอ็มอีไทยที่เผชิญวิกฤติอยู่เสียจริงๆ คำว่าฮั่งเซ้งดีที่นายกฯอนุทินพูดถึง ผมไม่รู้ว่านิยามจากความมั่งคั่งของยักษ์ใหญ่ไม่กี่ราย หรือวัดจากลมหายใจรวยรินของเอสเอ็มอีไทย 3.2 ล้านรายกันแน่.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม