เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังลุกลามไปยังมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วอเมริกา เมื่อนักศึกษาโห่ไล่ AI จนกลายเป็นพิธีกรรมใหม่ของงานรับปริญญา ทำไมคนรุ่น AI จู่ๆชังน้ำหน้า AI หรือนี่คือเสียงประท้วงจากห้องเรียนที่สะท้อนความกลัวของโลกยุคใหม่ภาพที่หลายคนไม่คาดคิดเกิดขึ้นในฤดูรับปริญญาของมหาวิทยาลัยอเมริกัน ปี 2026 ทุกครั้งที่วิทยากรบนเวทีกล่าวถึงคำว่า AI เสียงปรบมือไม่ได้ดังขึ้น แต่กลับเป็นเสียงโห่ไล่จากบัณฑิตนับพันคน ที่มหาวิทยาลัยอริโซนา อดีตซีอีโอของ Google“เอริก ชมิดต์” ถูกนักศึกษาโห่หลายครั้งระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ ปรากฏการณ์นี้ลุกลามไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ จนสื่อมะกันเรียกว่า “The New Graduation Ritual” พิธีกรรมใหม่แห่งยุคดิจิทัล ที่บัณฑิตจบใหม่พร้อมใจกันแสดงออกถึงความไม่ไว้วางใจใน AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นอนาคตของมนุษยชาติถามว่าทำไมคนรุ่น AI ที่โตมากับ ChatGPT, TikTok และสมาร์ทโฟน จึงกลายเป็นกลุ่มแรกที่ต่อต้าน AI จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากความเกลียดเทคโนโลยี แต่คือความกลัวอนาคต!! หลายคนคิดว่านักศึกษากำลังต่อต้านนวัตกรรม แต่ความจริงคนเจน Z คือกลุ่มคนที่ใช้ AI มากที่สุดในประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทั่วโลกพบว่า นักศึกษายุคใหม่ใช้ AI ช่วยสรุปบทเรียน, ค้นคว้าข้อมูล, ระดมความคิด และเขียนรายงานในสัดส่วน ที่สูงมาก ปัญหาจึงไม่ใช่พวกเขาไม่ชอบ AI แต่ต่อต้านเพราะรู้จัก AI ดีเกินไป คนที่เคยใช้ ChatGPT ทำการบ้านทุกวัน ย่อมรู้ดีว่ามันเก่งแค่ไหนเมื่อผู้บริหารบริษัทไฮเทคออกมาเตือนว่า AI อาจแทนที่งานระดับเริ่มต้นจำนวนมาก คนที่นั่งฟังอยู่ในชุดครุยจึงหูดับทันที เพราะเท่ากับมีคนชี้อนาคตว่าเรียนจบไปก็อาจไม่มีงานทำ ผลสำรวจหลายสำนักบ่งชี้ว่า คนเจน Z เป็นกลุ่มที่กังวลมากที่สุดว่า AI จะกระทบค่าจ้าง, โอกาสการทำงาน และความมั่นคงในอาชีพ เพราะพวกเขารู้ดีว่า AI ทรงพลังขนาดไหนนี่คือความย้อนแย้งที่สุดของยุคสมัย คนรุ่นที่เติบโตมากับ AI กลับเป็นคนกลุ่มแรกที่หวาดกลัว AI ในช่วงแรก AI ถูกขายในฐานะผู้ช่วย ทั้งช่วยเขียน, ช่วยสรุป และช่วยคิด แต่ไม่กี่ปีต่อมา ความเก่งของ AI ทำให้เด็กๆรู้ดีแก่ใจว่า ถ้า AI เขียนแทนเราได้ คิดแทนเราได้ แล้วองค์กรจะจ้างเราทำไม นี่คือจุดเปลี่ยนทางจิตวิทยาที่สำคัญ เพราะตลอดประวัติศาสตร์เทคโนโลยีมักเข้ามาช่วยงานทางกายภาพ แต่ยุคนี้ AI เป็นเทคโนโลยีแรกที่เข้าไปแตะ “คุณค่าหลัก” ของนักศึกษามหาวิทยาลัย นั่นคือความสามารถในการคิด, วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ บัณฑิตจบใหม่รู้ซึ้งเต็มอกว่า AI ทำทุกอย่างแทนได้ แล้วพวกเขาจะเรียนไปเพื่ออะไรสะสมทักษะไปเพื่ออะไร เพราะสุดท้ายปัญญาประดิษฐ์ทำได้ดีกว่าปรากฏการณ์โห่ไล่ AI ไม่เพียงสะท้อนความกลัวของคนเจน Z แต่ยังสะท้อนวิกฤติของระบบการศึกษายุคปัจจุบัน ผลสำรวจในอเมริกาพบว่า อาจารย์จำนวนมากกังวลว่า AI กำลังบั่นทอนการคิดเชิงวิพากษ์, การเขียน และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา ขณะที่นักศึกษารู้สึกสับสน เพราะบางวิชาอนุญาตให้ใช้ AI แต่บางวิชาห้าม ทำให้เกิดสภาวะ “AI Shame” วัฒนธรรมการใช้ AI แบบหลบๆซ่อนๆ ทุกคนใช้ AI แต่ไม่มีใครอยากพูดถึงมันตรงๆนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ “Anti-Internet 2.0” ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก คนรุ่นใหม่หันกลับไปอ่านหนังสือกระดาษ, ใช้โทรศัพท์ปุ่มกด, ลดเวลาอยู่บนโซเชียลมีเดีย และกลับมาหางานอดิเรกแบบออฟไลน์ พวกเขาไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่ต่อต้านการที่เทคโนโลยีรุกล้ำเข้ามากำหนดชีวิตมากเกินไปความจริง AI ไม่ถึงขั้นทำให้คนตกงานเป็นล้าน แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการเลิกจ้างเป็นลูกโซ่ในอนาคต หากบริษัทต่างๆแห่ลดคน เพราะกลัวตามคู่แข่งไม่ทัน ในอเมริกาตัวเลขการเลิกจ้างที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่ปี 2023 รวมกันอยู่ในระดับหลักหมื่นถึงแสนต้นๆที่สำคัญความเก่งของ AI ในเรื่องงานพื้นฐาน ทำให้องค์กร ต่างๆไม่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ กลุ่มน่าห่วงจะถูก AI แย่งงานมากที่สุด ก็คือพวกบัณฑิตจบใหม่ นักศึกษาโห่ไล่ AI เพราะกลัวว่าใบปริญญาที่เพิ่งได้รับอาจเสื่อมค่าเร็วกว่าคนรุ่นก่อน แล้วพวกเขาจะเสียเวลาเรียนไปเพื่ออะไร.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม