คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้วิธี “หาเงิน” แต่กลับไม่มีใครสอนวิธี “ใช้เงิน” อย่างมีความหมาย ในโลกที่คนจำนวนมากหมกมุ่นกับการหาเงิน มีน้อยคนที่รู้ว่าควรใช้มันอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง“เงิน” ไม่เคยมีความหมาย จนกระทั่งคุณใช้มัน นี่คือแก่นของหนังสือ “The Art of Spending Money” ศิลปะแห่งการใช้เงิน ผลงานเบสต์เซลเลอร์ของ “มอร์แกน ฮูเซล” ซึ่งจะเปลี่ยนหนูถีบจักรให้กลายเป็นศิลปินผู้เชี่ยวชาญการใช้ชีวิต ที่มีทั้งอิสรภาพ, เวลา และความสบายใจคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเหมือน “เงิน” คือคำตอบสุดท้ายของทุกสิ่ง แต่เอาเข้าจริงๆ “เงิน” ก็เป็นเพียงพาหนะที่พาเราไปสู่ชีวิตที่ต้องการ เราไม่ได้อยากมีเงินล้านเพื่อชื่นชมตัวเลขในบัญชี แต่อยากมีอิสระ, เวลา และความสบายใจ ถ้าใช้เงินแบบผิดๆ ต่อให้มีมากแค่ไหน ก็ยังรู้สึกขาดอยู่ดี เพราะความสุขไม่ได้เพิ่มตามจำนวนเงินที่มี สิ่งสำคัญกว่าอยู่ตรง “วิธีใช้เงิน”ผู้บริหารระดับสูงมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่เวลาของเขากลับหายไป เขาใช้เงินไปกับการซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้นและรถหรูขึ้น แต่กลับไม่มีเวลาอยู่บ้าน และไม่มีเวลาขับรถไปไหน เงินของเขาเพิ่มขึ้น แต่อิสระของเขากลับลดน้อยลงตรงข้ามกับหญิงสาวรายได้ปานกลาง แต่ใช้เงินเดินทางท่องโลก และสร้างความทรงจำใหม่ๆอยู่เสมอ เธอไม่มีบ้านหลังใหญ่ ไม่มีข้าวของแบรนด์เนม แต่เธอมีเรื่องเล่า, มิตรภาพ, มุมมองชีวิตที่ลึกขึ้น และความทรงจำแบบทบต้น เธอไม่ได้รวยเงิน แต่รวยความสุขในการใช้ชีวิตเป็น เงินของเธอถูกแปลงเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลดค่าขณะที่ชายสูงวัยเก็บเงินเก่ง แต่ใช้ไม่เป็น เขาประหยัดมาทั้งชีวิต จนเก็บเงินได้จำนวนมาก แต่ไม่เคยใช้มันเพื่อความสุข เมื่อถึงวัยเกษียณ สุขภาพไม่เอื้อให้ทำสิ่งที่เคยฝัน เขาชนะเกมการเก็บเงิน แต่แพ้เกมชีวิต เงินที่ไม่ได้ถูกใช้ในเวลาที่เหมาะสม คือโอกาสที่หายไปตลอดกาล การเลื่อนความสุขออกไปเรื่อยๆ คือการใช้เงินผิดรูปแบบหนึ่ง “ไว้รวยก่อนไว้เกษียณก่อนค่อยเที่ยว” บอกเลยว่าวันนั้นอาจไม่เคยมาถึง“อย่าใช้เงินเพื่อสร้างชีวิตที่คนอื่นอยากเห็น แต่จงใช้เงินเพื่อสร้างชีวิตที่คุณอยากมี” หลายคนยอมจ่ายเพื่อให้คนอื่นรัก เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม หรือเพื่อให้คนอื่นอิจฉา เราเรียกมันว่า “กับดักหนี้ทางสังคม” (Social Debt) มันคือความรู้สึกว่า ฉันควรมีบ้านแบบนี้ ฉันควรใช้ของระดับนี้ และฉันควรใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่เพราะคุณต้องการมันจริงๆ แต่สังคมบอกว่าคุณควรมี และสายตาคนอื่นกำลังจับจ้อง หลายคนซื้อเพื่อไม่ให้ดูด้อยในกลุ่มเพื่อน นี่ไม่ใช่การใช้เงินอย่างมีความหมาย แต่คือการจ่ายค่าเข้าสังคมหลายคนพยายามอัปเกรดชีวิตตามคนรอบตัว เห็นเพื่อนเปลี่ยนรถและใช้ของแบรนด์เนม ก็รู้สึกว่าฉันต้องมี ทั้งที่รายได้และเป้าหมายชีวิตไม่เหมือนกัน “การใช้เงินเพื่อสร้างภาพลักษณ์” ทำให้ต้องไต่ระดับทางสังคมขึ้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จมอยู่กับความรู้สึกขาด, เสพติดความสุขชั่วคราว และเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา อยากหลุดวงจรอุบาทว์นี้ก็มีทางเดียวคือตั้งมาตรฐานชีวิตเป็นของตัวเอง ก่อนซื้ออะไรสักชิ้นถามตัวเองว่าถ้าไม่มีใครเห็น ยังอยากได้ไหม จงใช้เงินเพื่ออิสรภาพและความสบายใจ อย่าใช้เพื่อคนอื่นนี่คือเหตุผลว่าทำไมทริปเล็กๆกับครอบครัวมักมีค่าและอยู่ในความทรงจำได้นานกว่านาฬิกาหรูสักเรือน ที่เรามักตื่นเต้นไม่เกิน 3 วัน จงใช้เงินไปกับ “ความทรงจำที่ทบต้นได้” (Compounding Memories) ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กระเป๋าใบใหม่ให้ความสุขไม่เกิน 7 วัน แต่ความทรงจำจากทริปครอบครัวหยิบมาเล่ากี่ครั้งก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข...นี่อาจเป็นความมั่งคั่งที่แท้จริง.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม