ชื่อของโรงแรม “วอชิงตัน ฮิลตัน” แลนด์มาร์กสุดหรูใจกลางย่านดูปองท์เซอร์เคิล กลับมาเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลกอีกครั้ง หลังเกิดเหตุระทึกขวัญเสียงปืนดังกึกก้อง กลางงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวประจำปี รายล้อมไปด้วยผู้สื่อข่าวกว่า 2,000 ชีวิต รวมถึงนักการเมืองและบุคคลสำคัญอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแม้เหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แต่เสียงปืนเหล่านั้นได้รื้อฟื้นความทรงจำอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งเดียวกันนี้เมื่อ 45 ปีก่อนให้หวนกลับคืนมาย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.2524 “โรนัลด์ เรแกน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 69 วัน ต้องเผชิญกับวินาทีเฉียดตาย ขณะเดินออกจากประตูข้างของโรงแรมเพื่อมุ่งหน้าไปยังรถประจำตำแหน่ง หลังเสร็จสิ้นการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมแรงงาน จู่ๆ “จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์” มือปืนผู้มีอาการทางจิต ได้สาดกระสุนขนาด .22 จำนวน 6 นัด เข้าใส่ขบวนรวดเดียวภายในเวลาเพียง 1.7 วินาที กระสุนนัดหนึ่งเข้าที่ซี่โครงและทะลุปอด ส่งผลให้เรแกนบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลจอร์จ วอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ เจมส์ เบรดี เลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชน ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะจนกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีกตลอดชีวิต รวมถึงเจ้าหน้าที่อารักขาและตำรวจได้รับบาดเจ็บอีกหลายนาย กระทั่งประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ตั้งชื่อห้องแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาวว่า “ห้องเบรดี” (James S. Brady Press Briefing Room) ในปี 2543 ห้องเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้แถลงข่าวเหตุการณ์ยิงครั้งล่าสุดส่วนเหตุจูงใจของฮิงค์ลีย์มาจากอาการป่วยทางจิตและความหลงใหลในดาราสาว“โจดี ฟอสเตอร์” จากภาพยนตร์เรื่อง Taxi Driver เชื่อว่าการลอบสังหารผู้นำจะเรียกร้องความสนใจจากเธอได้ ก่อนถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดเนื่องจากวิกลจริตและเข้ารับการบำบัดจนพ้นการควบคุมในปี 2565 ทิ้งไว้เพียงรอยแผลในประวัติศาสตร์.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม