ฝรั่งเศสเผชิญหน้ากับอดีตอันซับซ้อนของตนเองอีกขั้น ด้วยการผ่านกฎหมายฉบับใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการ “ส่งคืนสมบัติและวัตถุโบราณ” ที่ถูกหยิบฉวยปล้นสะดมมาจากดินแดนอาณานิคมในอดีตสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้พุ่งเป้าไปที่ศิลปวัตถุที่ถูกนำออกจาก ทวีปแอฟริกาเป็นหลัก ครอบคลุมช่วงเวลาระหว่างเดือน มิ.ย.2358 ถึง เม.ย.2515 ช่วงเวลาสำคัญ ตั้งแต่สิ้นสุดการประชุมแห่งเวียนนาไปจนถึงก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลกกฎหมายฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากสภาผู้แทนราษฎร หลังจากวุฒิสภาได้อนุมัติไปก่อนหน้าเมื่อช่วงต้นปี สะท้อนถึงความเห็นพ้องของภาคส่วนการเมืองฝรั่งเศสในการ สะสางมรดกยุคอาณานิคม ปัจจุบันประเมินว่าฝรั่งเศสยังคงครอบครองงานศิลปะและโบราณวัตถุจากอดีตอาณานิคมอยู่อีกนับหมื่นชิ้นความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเป็นการสานต่อคำมั่นสัญญาของ “เอมานูว์แอล มาครง” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยอูอากาดูกูในบูร์กินาฟาโซ ว่าฝรั่งเศสจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดการคืนมรดกทางวัฒนธรรมแก่แอฟริกา แม้กระบวนการร่างกฎหมายจะใช้เวลานานเกือบ 9 ปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนหัวใจของกฎหมายฉบับนี้กำหนดว่าคำร้องขอคืนวัตถุต้องยื่นผ่านรูปแบบ “รัฐต่อรัฐ” เท่านั้น ไม่ใช่บุคคลหรือองค์กรเอกชน และจะถูกพิจารณาโดยคณะกรรมการผู้ เชี่ยวชาญด้านวิชาการที่จัดตั้งร่วมกับประเทศผู้ร้องขอ ควบคู่ไปกับคณะกรรมการด้านการส่งคืนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีตัวแทนจากทั้งพิพิธภัณฑ์ รัฐบาล และรัฐสภา ส่วนวัตถุที่ถูกนำออกไปหลังปี 2515 จะยังคงต้องดำเนินการผ่านกระบวนการศาลแพ่งตามปกติหนึ่งในความสำเร็จที่เป็นนิมิตหมายอันดีคือก่อนที่กฎหมายจะประกาศใช้ ฝรั่งเศสได้ส่งคืน “กลองจีจี้ อาโยกเว่” (Djidji Ayokwe) หรือ “กลองพูดได้” อันศักดิ์สิทธิ์คืนแก่โกตดิวัวร์ เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ปัจจุบันหลายประเทศ เช่น แอลจีเรีย เบนิน มาดากัสการ์ มาลี เอธิโอเปีย และชาด ได้ยื่นคำร้องขอคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญแล้วกฎหมายนี้จึงเปรียบได้กับ “การทูตเชิงวัฒนธรรม” ที่ฝรั่งเศสใช้แสดงความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ และเปิดศักราชใหม่ในการเคารพซึ่งกันและกันผ่านการคืนรากเหง้าทางวัฒนธรรมสู่เจ้าของที่แท้จริง.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม