ค.ศ.2003 ผมเดินทางจากสาธารณรัฐโตโกเข้าสาธารณรัฐเบนิน (เดิมคือราชอาณาจักรดาโฮเมย์) ท่องเบนินเกือบทุกพื้นที่ทะลุขึ้นเหนือไปจนถึงบูร์กินาฟาโซ (เดิมชื่อประเทศอัปเปอร์โวลตา)หลังจากนั้นผมกลับไปเบนินอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มีแต่ความหงอยเหงาเศร้าใจ ได้คุยกับคนที่อุยดาห์เมืองท่าหลักในการส่งทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปทวีปแอฟริกาแล้วเห็นใจคนแอฟริกันมากกว่าเดิมสนิทกับนักร้องหญิงชาวอุยดาห์คนหนึ่งซึ่งบรรพบุรุษของเธอต้องตัดแขนตัวเองเพื่อไม่ต้องไปเป็นทาส เธอพาผมไปเยือน Door of No Return หรือประตูที่ทาสถูกส่งออกไปโดยไม่มีวันกลับ ขณะที่เล่าให้ฟังเธอร้องไห้ซอกแซกไปในประเทศกานา ไนจีเรีย และโตโก ที่กานาผมไปเยือน Door of No Return ที่มีห้องขังใต้ดินสำหรับทาสก่อนถูกส่งขึ้นเรือ ที่ไนจีเรียก็มี Point of No Return จุดที่ไปแล้วไม่ได้กลับมาอีกตลอดชีวิต ไม่ใช่ประตูแบบที่เบนินหรือกานา แต่เป็นชายหาดที่เรียกว่าวเลเคเท มาร์เก็ต ซึ่งหมายถึงตลาดค้าทาส ผมไปไนจีเรียหลายครั้งคุยกันเรื่องอื่นก็สนุกสนาน พอคุยเรื่องทาสเพื่อนไนจีเรียเศร้า คงจะนึกถึงบรรพบุรุษของตนเองในอดีตเราเรียกชายฝั่งของสาธารณรัฐโตโกว่าชายฝั่งทาส เป็นจุดรวบรวมส่งออกทาส มีลักษณะกระจายตัวไม่ได้รวมศูนย์เป็นตลาดค้าทาสใหญ่เหมือนกานา เบนิน หรือไนจีเรียความที่ไปเยือนแอฟริกาตะวันตกหลายครั้ง แต่ละครั้งเป็นระยะเวลายาวนาน ผมได้คบค้าสมาคมกับเพื่อนท้องถิ่น ไปร่วมงานศพ งานแต่งงาน และงานพิธีกรรมต่างๆ ทุกงานจะมีการร้องรำทำเพลง แต่ละเพลงเป็นเรื่องความโศกเศร้าของทาสและญาติที่ถูกคนขาวจากพรากพวกเขาจากไปชั่วชีวิต25 มีนาคม 2026 ที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติออกมติเห็นชอบให้ “การค้าทาสแอฟริกันในสมัยยุคล่าอาณานิคมเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดต่อมวลมนุษยชาติ” มีสมาชิกเห็นชอบ 123 ประเทศ งดออกเสียง 52 ประเทศ คัดค้าน 3 ประเทศ ประเทศที่ออกเสียงค้านกับมตินี้คือ สหรัฐฯ อิสราเอล และอาร์เจนตินาเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติออกแถลงการณ์ว่า “สหรัฐฯขอต่อต้านอย่างรุนแรงต่อความพยายามที่จะจัดให้การค้าทาสเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ...”ผู้อ่านท่านครับ ประเทศที่งดออกเสียงซึ่งไม่สนใจไยดีว่าการค้าทาสเป็นอาชญากรรมร้ายแรงคืออังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม โปรตุเกส สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯระหว่าง ค.ศ.1500–1800 มีชาวแอฟริกันตะวันตกล่ามโซ่ที่เท้า ที่มือ และที่คอ ลากขึ้นเรือเพื่อนำไปเป็นทาสในทวีปอเมริกาประมาณ 12–15 ล้านคน มีการศึกษาเก็บข้อมูลและประเมินย้อนหลัง ว่ามากกว่า 2 ล้านคนตายระหว่างเดินทางการลงมติครั้งนี้ทำให้เห็นถึงจิตสำนึกของฝรั่งมังค่าจำนวนหนึ่งซึ่งยังมีทัศนคติที่เห็นว่าการค้าทาสเป็นเรื่องไม่ผิด และไม่ยอมรับความผิดที่บรรพบุรุษของตัวเองทำไว้ในอดีตสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ใต้สมองของฝรั่งคอเคซอยด์ผิวขาวว่า “มนุษย์ไม่เท่ากัน” เหมือนกับลัทธิอะพาร์ไทต์ของชาวผิวขาวในประเทศแอฟริกาใต้ ที่ใช้ศาสนาคริสต์และพระเจ้ามาอ้างบาทหลวงผิวขาวบางคนสอนคนผิวดำว่า God created human beings as separate groups ; therefore, they should live separately. ก่อนให้เกิดมาบนโลกมนุษย์ พระเจ้าแบ่งหน้าที่มาเรียบร้อยแล้วให้คนผิวขาวเป็นเจ้านาย ส่วนคนผิวดำเป็นทาสรับใช้และนี่คือหลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังของ Jim Crow Laws ของสหรัฐฯที่บังคับให้คนผิวดำและผิวขาวต้องแยกกันในแทบทุกด้านของชีวิต แม้แต่ในรถบัสคนผิวดำต้องนั่งโซนด้านหลังหรือที่นั่งสำหรับคนผิวสีเท่านั้น และหากที่นั่งไม่พอ คนผิวดำต้องลุกให้คนผิวขาวนั่งห้องน้ำสาธารณะ ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ จะมีป้ายเขียนชัดเจนว่า White (เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น) และ Colored (เฉพาะคนผิวดำ)ทรัมป์เป็นคนหนึ่งซึ่งมีความเชื่อและยึดมั่นใน White Supremacy ลัทธิความเหนือกว่าของคนผิวขาว.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม