เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่นายลินซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสายเหยี่ยวของรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศตัวสนับสนุนให้กองทัพสหรัฐฯใช้กำลังยกพลขึ้นบกต่อประเทศอิหร่านประกาศจุดยืนเชื่อมั่นในฝีมือของ “นาวิกโยธิน” สหรัฐฯ ควรลุยไปเลย และยึด “เกาะคาร์ก” ของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียมาให้ได้ เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของรัฐบาลอิหร่านในด้านพลังงานในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นาวิกโยธินสหรัฐฯ เคยยึดเกาะ “อิโวจิมะ” ของจักรวรรดิญี่ปุ่นมาได้สำเร็จ ทำไมครั้งนี้จะทำไม่ได้ไม่แน่ใจว่าวุฒิสมาชิกเกรแฮมพูดเอามันหรือเปล่า เพราะปกติก็มีความคิดหัวรุนแรงอยู่เป็นทุนเดิม เคยป่าวประกาศว่า การใช้เงินเพื่อสังหาร “รัสเซีย” และสังหาร “อิหร่าน” ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อีกทั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกผู้นี้ก็เคยกระตุ้นรัฐบาลสหรัฐฯเป็นระยะๆว่า เมื่อไรจะทิ้งระเบิดใส่อิหร่านเสียทีแต่สิ่งที่เจ้าตัวไม่ได้พูดคือ การยกพลขึ้นบกนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด โดย เฉพาะในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกบดขยี้อย่างราบคาบ การยกพลขึ้นบกที่อิโวจิมะในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ส่งผลให้ทหารอเมริกัน เสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่า 26,000 นายและหากมีการยกพลขึ้นบกต่ออิหร่านในครั้งนี้ สถานการณ์จะเป็นเช่นไร เพราะอย่าลืมว่าอิหร่านทุกวันนี้ยังคงมีขีดความสามารถในการปล่อยขีปนาวุธและส่งโดรนพิฆาตเข้าโจมตีเป้าหมายในประเทศต่างๆ ขณะที่ทิศทางการใช้ “กระสุน” ก็ยังคงเป็นกราฟขาขึ้น ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดตามที่รัฐบาลสหรัฐฯบอกว่า “ราบคาบ”ลองนึกจินตนาการภาพเกาะคาร์ก เกาะโล่งๆที่อยู่ติดกับชายฝั่งของอิหร่าน ทหารนาวิกโยธินของสหรัฐฯ หรือทหารพลร่มที่ 82 ของสหรัฐฯ ที่ยกพลเข้ายึดจะต้องป้องกันตัวเช่นไร หากอิหร่านตัดสินใจทุ่มกำลังขีปนาวุธและโดรนพิฆาตเข้าใส่ เพราะนั่นหมายความว่า ระบบต่อต้านของสหรัฐฯจะต้องดีมาก กองเรือจะต้องให้การคุ้มกันอย่างหนาแน่น เครื่องบินรบจะต้องขึ้นเต็มฟ้าเพื่อสกัดกั้น “อาวุธยาว” ที่จะลอยเข้ามาแน่นอนว่าทหารอเมริกันอาจต้องตัดสินใจเข้าประจำตำแหน่งปะปนไปตามคลังน้ำมันบนเกาะ เพื่อไม่ให้อิหร่านยิงทำลายน้ำมันของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันทางอิหร่านก็สามารถใช้วิธีโจมตีไปเรื่อยๆ สังหารทหารราบไปทีละชุดสองชุด หรือไม่ก็ยิงใส่เรือรบที่จะถูกส่งมาคุ้มกัน ไม่ต้องสร้างความบอบช้ำแบบทันทีทันใด.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม