จุดยืนไทยบนเวทีโลกปรากฏชัดเจน เมื่อกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงจากการที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้เอาคืน โดยมีการสู้รบต่อเนื่อง มีแนวโน้มเพิ่มความตึงเครียดทั้งในและนอกภูมิภาคสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งในภูมิภาคและต่างประเทศ รวมถึงคนไทยด้วย โดยเฉพาะการละเมิดเสรีภาพในการเดินเรือจากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” พร้อมลูกเรือไทย 23 คน ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซประเทศไทยส่งสัญญาณถึงทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ ควรต้องให้เคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งการคุ้มครองพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นพันธกรณีตามสนธิสัญญาพหุภาคี ผูกพันประเทศสมาชิก 193 ประเทศโดยเฉพาะหลักการพื้นฐานที่เน้นย้ำความเท่าเทียมทางอธิปไตยของประเทศสมาชิก การปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างสุจริต ไม่แทรกแซงกิจการภายใน รวมถึงงดการใช้กำลัง เว้นแต่เพื่อการป้องกันตนเองตามความชอบธรรมหากถูกโจมตีก่อน จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงฯจะเข้ามาระงับเหตุ เพื่อรักษาสันติภาพโลกให้กลับคืนมาอีกครั้งไทยขอเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งใช้ ความอดกลั้นอย่างสูงสุดในการตัดสินใจ เร่งดำเนินการลดระดับความตึงเครียดในทันที และหันกลับสู่กระบวนการเจรจาผ่านวิถีทางการทูต เพื่อยับยั้งสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย จนบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ท่าทีของประเทศไทย มุ่งเน้นการเป็นผู้รณรงค์สันติภาพ โดยวางตัวเป็น กลาง ไม่เลือกข้างขั้วมหาอำนาจโลก แต่ยืนหยัด เคียงข้างสันติภาพและเสถียรภาพ เพื่อหยุดยั้งวงจรการตอบโต้ที่สุ่มเสี่ยงต่อสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมย้ำเตือนว่าเครื่องมือเดียวที่จะรักษาเสถียรภาพโลกได้ในระยะยาว ก็คือการกลับสู่โต๊ะเจรจาเท่านั้นการเรียกร้องของประเทศไทยที่ส่งถึงนานาชาติ เพื่อให้โลกกลับสู่ความสงบครั้งนี้ จึงเป็นการพิทักษ์หลักการสากลที่สถาปนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ควบคู่ไปกับการปกป้องปากท้องของคนไทย เนื่องด้วยความผันผวนในภูมิภาคตะวันออก กลาง ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของพลเมืองโลก.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม