สถานการณ์ความรุนแรงจาก “อาวุธปืนในไทย” ไม่ว่าจะเป็นปืนเถื่อน หรือปืนถูกกฎหมายนำมาใช้ในการก่อเหตุร้ายมีแนวโน้มเพิ่มสูง และเกิดถี่มากขึ้นจนสร้างความวิตกกังวลต่อสังคมในวงกว้างนับแต่เหตุสะเทือนขวัญ “กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพฯ” ซึ่งผู้ก่อเหตุก็ยังเป็นเยาวชน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเข้าถึงอาวุธปืนของคนรุ่นใหม่ และเหตุมีชายวัย 31 ปี เกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงยางรถเจ้าหน้าที่กู้ภัยบนถนนมอเตอร์เวย์พัทยา-อู่ตะเภา และขู่ยิงเด็กในโรงเรียนพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานีกระทั่งสายตานานาชาติมองว่า “ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศมีอาวุธปืนหมุนเวียนเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียน” ไม่ว่าจะเป็นปืนที่ได้รับอนุญาต และปืนเถื่อน จนถูกตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมอาวุธปืนในปัจจุบันนี้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้ข้อมูลว่าอาวุธปืนถูกใช้ก่อเหตุช่วงนี้ถี่ขึ้นมาจาก 4 ปัจจัย คือ กรณีแรก... “ปืนถูกกฎหมาย” โดยประชาชนขออนุญาตครอบครองยื่นคำร้องผ่านนายทะเบียนท้องที่ กรณีที่ 2...“ปืนเถื่อน” ที่ลักลอบซื้อ-ขายผ่านออนไลน์ กรณีที่ 3 ลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงชอาวุธผิดกฎหมายกรณีที่ 4...“ปืนไทยประดิษฐ์” อย่างปืนบีบีกันหรือปืนแบลงก์กันที่ถูกดัดแปลงให้ยิงกระสุนจริงได้ด้วยการเปลี่ยนเสริมชิ้นส่วนบางอย่างให้กลายเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน ทำให้ปืนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “กลุ่มผู้ครอบครอง” บางส่วนยังเป็นวัยรุ่นที่ต้องการมีอาวุธไว้ในครอบครองส่งผลให้ปัญหาการใช้อาวุธปืนมีแนวโน้มแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ถ้าดูภาพรวมมีการประเมินว่า “ประเทศไทยน่าจะมีอาวุธปืนอยู่ในครอบครองของประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นปืนถูกต้องตามกฎหมาย และปืนผิดกฎหมายอยู่ประมาณ 13 ล้านกระบอก ซึ่งถือว่าคนไทยครอบครองปืนเป็นจำนวนมากอยู่ในลำดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความแพร่หลายของอาวุธปืนในประเทศนี้เมื่อเข้าถึงปืนได้ง่าย “ความรุนแรงในสังคมก็สูงขึ้น” จากความขัดแย้งเล็กน้อยก็อาจยกระดับเป็นเหตุร้ายถึงชีวิต สังเกตจากรถเฉี่ยวชนหากไม่มีปืนจะจบแค่ชกต่อย แต่ถ้ามีปืนเรื่องมักบานปลายใช้ปืนยิงกันอยู่บ่อยๆ อีกด้านการที่ปืนแพร่หลาย “มักถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม” ไม่ว่าจะเป็นชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ทำให้สังคมมองว่าปืนเป็นตัวเร่งความรุนแรง ตัวอย่างเช่นเหตุกราดยิงในห้างฯ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนกลับจัดหาอาวุธผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายๆ แม้ว่าตำรวจจะเฝ้าระวัง และปราบปรามการซื้อ-ขายปืนเถื่อนก็ตามแต่การซื้อขายอาวุธผ่านออนไลน์ทำได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้บัญชีปลอม หรือแยกซื้อเป็นชิ้นส่วน จึงติดตามได้ยาก และสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทางลำบาก ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังรวมถึงช่องโหว่ของระบบออนไลน์ การดัดแปลงอุปกรณ์ และการเข้าถึงข้อมูลในโลกดิจิทัลที่รวดเร็วด้วยนี้ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า “ปืนสวัสดิการ” ซึ่งเป็นโครงการที่หน่วยงานราชการบางแห่งจัดให้ข้าราชการสามารถซื้ออาวุธปืนได้ในราคาพิเศษ “ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด” อันมีจุดประสงค์เพื่อการป้องกันตัว แต่เมื่อจำนวนการครอบครองเพิ่มขึ้น กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมมีอาวุธปืนหมุนเวียนเกิดขึ้นอย่างมากมายด้วยปัญหามีอยู่ว่า “ปืนสวัสดิการ” จากโครงการให้ทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง สามารถสั่งซื้อในราคาพิเศษนี้ “ไม่ได้มีไว้เพื่อการค้าเอากำไร” แต่ด้วยราคาซื้อในโครงการต่ำกว่าท้องตลาดมาก “กลายเป็นแรงจูงใจให้บางคนนำไปขายต่อทำกำไร เพราะเงื่อนไขการโอนปืนมีแค่ครอบครองครบ 5 ปี เช่น ซื้อปืนโครงการมากระบอกละ 3 หมื่นบาทไปขาย 6-7 หมื่นบาทก็ได้กำไร 3-4 หมื่นบาท ทำให้เป็นช่องให้ปืนหมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้น และปืนพวกนี้ก็ไปตกอยู่กับคนไม่ดี กลุ่มวัยรุ่น หรือคนร้ายนำไปก่อเหตุได้” พล.ต.ต.วิชัย ว่าอีกสิ่งสำคัญว่า “ผู้ครอบครองปืนมักใจใหญ่” เมื่อมีความขัดแย้ง หรืออารมณ์โกรธก็จะตัดสินใจใช้ความรุนแรง ทั้งที่ปืนมีไว้ป้องกันตัวไม่ใช่ใช้ก่อเหตุ ทำให้เรื่องเล็กๆ ควรจบด้วยการพูดคุยก็บานปลายเป็นเหตุร้ายแรงจากเจตนา และความไม่ได้สัดส่วนการใช้กำลัง เพราะกลุ่มตั้งใจมีปืนก่อเหตุ เช่น ปล้น ชิงทรัพย์หรือรับจ้างก่อเหตุส่วนใหญ่กลุ่มนี้ “มักมีเจตนาใช้ปืนก่อเหตุตั้งแต่ต้น” ในกรณีที่อ้างป้องกันตัวแม้มีไว้เพื่อความปลอดภัย แต่หากใช้รุนแรงเกินความจำเป็นก็อาจผิดกฎหมาย เพราะการป้องกันตัวต้องได้สัดส่วนกับภัยคุกคามเท่านั้นจริงๆแล้วการจะมีอาวุธปืน “ต้องมีคุณสมบัติตรงตามกฎหมาย” ไม่ใช่แค่ยื่นเอกสารผ่านขั้นตอนเท่านั้น แต่ต้องบรรลุนิติภาวะ และไม่มีประวัติอาชญากรรม มีเหตุผลความจำเป็นในการขอปืน และมีการรับรองความประพฤติจากบุคคลในท้องที่ผ่านการพิจารณาของนายทะเบียนก่อนออกใบอนุญาตซื้อ (ป.3) และใบครอบครอง (ป.4)แล้วผู้ครอบครองควรควบคุมอารมณ์ได้ ไม่ใช้ความรุนแรง และต้องผ่านการฝึกการใช้งาน แต่ในทางปฏิบัติบางพื้นที่มักพิจารณาเน้นเอกสาร และการรับรองเป็นหลัก ทำให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายเข้าถึงอาวุธได้ อย่างเช่นนักเลง หรือผู้มีอิทธิพลขอใบอนุญาตซื้อปืนมักจะมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ลงนามรับรองความประพฤติให้เสมอเมื่อเอกสารครบขั้นตอน “ก็ได้ใบอนุญาต” กลายเป็นว่าปืนไปตกอยู่ในมือคนเหล่านี้ก็อาจนำไปใช้ก่อเหตุได้ ปัญหานี้จึงอยู่ที่ความเข้มงวด และความรอบคอบของกระบวนการรับรอง ไม่ใช่แค่ตัวกฎหมายอย่างเดียวเช่นนี้จำเป็นต้องควบคุมอาวุธปืนให้เข้มงวด “ปืนไม่ควรถูกส่งต่อแบบอัตโนมัติเป็นมรดก” หากทายาทมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม “รัฐควรรับซื้อคืนในราคามาตรฐาน” เพื่อลดจำนวนปืนที่หมุนเวียนในสังคม อีกแนวทางคือ “บังคับอบรมก่อนมีปืน” ผู้ขอครอบครองต้องผ่านการอบรมความรู้ความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากอารมณ์หุนหันพลันแล่น พร้อมทั้งจัดเก็บข้อมูลหัวกระสุนที่จะช่วยยับยั้งในเชิงจิตวิทยาได้ส่วนปืนเถื่อนอาจต้องพิจารณาว่า “เปิดให้มาขึ้นทะเบียน” สำหรับผู้ที่ครอบครองปืนเถื่อนดึงปืนเข้ามาสู่ระบบควบคุมของรัฐ หลังจากนั้นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด “ใครครอบครองปืน หรือกระสุนโดยผิดกฎหมายต้องมีโทษหนัก” เพื่อทำให้การครอบครองปืนมีต้นทุนอันมีความเสี่ยงสูงจนไม่คุ้มที่จะฝ่าฝืนครอบครองกันฉะนั้นปืนเป็นอาวุธอันตรายต่อ “ชีวิตและทรัพย์สิน” รัฐควรมีมาตรการควบคุมเข้ม บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ลงโทษผู้กระทำผิดให้เด็ดขาด และปิดช่องโหว่ไม่ให้คนที่ไม่เหมาะสมเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม