ท่ามกลางไฟสงครามโหมกระหน่ำในตะวันออกกลาง “พระราชวังโกเลสตาน” (Golestan Palace) พระราชวังเก่าแก่กว่า 400 ปี อัญมณีทางสถาปัตยกรรม และมรดกโลกเพียงแห่งเดียวใจกลางกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน กลับต้องเผชิญชะตากรรมสลด ตกเป็นเหยื่อการโจมตีทางอากาศแรงอัดจากลูกระเบิดบริเวณ “จัตุรัสอาร์ก” ส่งคลื่นกระแทกมหาศาล สร้างความเสียหายแก่โบราณสถานแห่งนี้ จนกระจกหน้าต่างแตกละเอียด ประตูไม้แกะสลักโบราณถูกทำลาย งานกระจกเงาประดับผนังและเพดานอันวิจิตรเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์กาจาร์กลายเป็นเศษซาก ภาพความงดงามถูกแทนที่ด้วยเศษแก้วและฝุ่นควันโชคดีที่ก่อนเกิดเหตุ 3 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุสำคัญไปเก็บในที่ปลอดภัยพระราชวังแห่งนี้คือหัวใจสำคัญของประวัติศาสตร์เปอร์เซียที่มีรากฐานย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 สะท้อนความรุ่งเรืองของราชวงศ์ “กาจาร์” สืบเนื่องถึงราชวงศ์ “ปาห์ลาวี” จากจุดกำเนิดเริ่มต้นเป็นป้อมปราการในสมัย “ซาฟาวิด” ถูกรังสรรค์อย่างประณีตยาวนานกว่า 131 ปี ในยุคสมัยราชวงศ์กาจาร์ จนกลายเป็นหมู่พระราชวังอันกว้างขวางรวมทั้งสวนพรรณไม้ อาคารอันโอ่อ่า และศิลปวัตถุเลอค่าจากทั้งเปอร์เซียและยุโรปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวความโดดเด่นของโกเลสตานคือประจักษ์พยานความเกรียงไกรของอาณาจักรเปอร์เซียและมรดกทางงานช่างชั้นสูง โดย เฉพาะความงดงามระยิบระยับของงานกระเบื้องเคลือบสีสันจัดจ้านหรูหรา ทั้งสีเหลืองทอง เทอร์ควอยซ์ สีชมพู และน้ำเงินโคบอลต์ ถักร้อยเป็นลวดลายบุปผชาติอันซับซ้อน บวกด้วยลายเรขาคณิตและอักขระประดิษฐ์ ทำหน้าที่เสมือนผืนผ้าใบบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านลวดลายอันวิจิตร สมดังนาม “โกเลสตาน” ในภาษาเปอร์เซีย แปลว่า “สวนกุหลาบ” ดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ในวัฒนธรรมของชาวเปอร์ เซีย สัญลักษณ์ของความงามอันสูงส่งเหนือกาลเวลาภายหลังเหตุการณ์ องค์การยูเนสโกได้ประณามการโจมตีครั้งนี้ พร้อมย้ำถึงพันธกรณีภายใต้ “อนุสัญญากรุงเฮกปี 1954” ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามสงคราม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังสะท้อนความเปราะบางของมรดกอารยธรรมมนุษย์ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม