ข้อมูลนี้มาจาก 1.นายฮิว ฟิล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารกลางอังกฤษที่ไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการรัฐสภาอังกฤษ 2.สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสหราชอาณาจักร 3.ศูนย์เศรษฐศาสตร์มหภาคแห่งสถาบันเศรษฐศาสตร์ลอนดอน และ 4.สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรเฉพาะไตรมาส 4 หรือตุลาคม-ธันวาคม 2025 เยาวชนอังกฤษอายุ 16-24 ปี อยู่ในสภาวะ NEET ซึ่งย่อมาจาก Not in Employment, Education, or training คือ ‘ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียน และไม่ได้ฝึกอบรมวิชาชีพใดๆ’ จำนวน 957,000 คน คิดเป็นร้อยละ 12.8 ของเยาวชนทั้งหมด หรือ 1 ใน 8 ของเด็กวัยรุ่น อังกฤษ อยู่ในสถานะว่างงานและไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาวิกฤติค่าครองชีพ เศรษฐกิจที่ดิ่งลงและซบเซามานานหลายปี ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่จ้าง หรือชะลอการจ้างพนักงานใหม่ นอกจากนั้น เยาวชนอังกฤษจำนวนมากยังมีปัญหาสุขภาพจิต ทำให้ไม่พร้อมจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และไม่อยู่ในความพร้อมที่จะ กลับไปเรียนหนังสือต่อรัฐบาลอังกฤษกลับซ้ำเติมด้วยการออกนโยบายปรับขึ้นภาษีประกันสังคมของนายจ้าง + ปรับฐานค่าแรงงานขั้นต่ำให้เท่ากันระหว่าง แรงงานอายุน้อยและผู้ใหญ่ ทำให้นายจ้างเลือกที่จะจ้างผู้ใหญ่มากกว่า เด็กจบใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตวิทยามองว่าในระยะยาวอังกฤษจะเป็น ประเทศที่มีปัญหา ทั้งประเทศจะเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีวุฒิการศึกษา ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานตัวเลขของกลุ่ม NEET ที่ตอนนี้ใกล้จะถึง 1 ล้านคน และจะเกิน 1 ล้านคนในอนาคตอันใกล้ เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลอังกฤษจะต้องแก้ไข เพราะอังกฤษเป็นประเทศเล็กมีพื้นที่เพียง 2.42 แสนตารางกิโลเมตร แม้ว่าจะเอาพื้นที่ทั้งของอังกฤษ + สก็อตแลนด์ + เวลส์ + ไอร์แลนด์เหนือ ก็ยังเล็กกว่าแผ่นดินไทยประมาณครึ่งหนึ่ง (พื้นที่ของไทยคือ 5.13 แสนตารางกิโลเมตร)อังกฤษเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านมาอังกฤษ เด่นดังได้เพราะคนที่ไปตีอาณานิคม ปล้นทรัพยากร และแรงงานจากดินแดนต่างๆอังกฤษเคยมีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ควบคุมเส้นทางการค้าของโลก มีอาณานิคมอยู่ทุกทวีป จนได้ชื่อว่า The Empire on which the sun never sets. เป็นจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่ตกดินหลังจากพ้นยุคจักรวรรดินิยม อังกฤษก็กินบุญเก่า เพราะเงินปอนด์ยังเป็นเงินสกุลหลักของโลก กรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินโลก การที่ปกครองประชากรโลก 1 ใน 4 ของมนุษยชาติทำให้อังกฤษมีแรงงานนำมาใช้เหลือเฟือทว่าปัจจุบันทุกวันนี้ไม่ใช่แล้วครับ คนทั่วโลกไม่ได้อวยอังกฤษเหมือนเดิมแล้ว ช่วงที่อังกฤษเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นสหภาพยุโรป หรือ EU) ระหว่าง 1 มกราคม 1973-31 มกราคม 2020 เป็นเวลารวม 47 ปี ที่อังกฤษก็ยังพอประคองตัวไปได้ โดยถือคติหลายหัวดีกว่าหัวเดียวไปรวมกับ ประเทศบนแผ่นดินใหญ่ของยุโรป ยังมีทรัพยากรและความมั่งคั่งไหลเวียนมาจากประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเพราะเคยชินต่อสถานะเจ้าคนนายคน เป็นเจ้าอาณานิคมพอสถานะนั้นลดน้อยถอยลงไป อังกฤษก็เจอวิกฤติทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิกฤติ ค.ศ.2008 ที่หลายประเทศฟื้นตัวไว แต่อังกฤษฟื้นตัวได้ช้า ผลผลิตต่อคนก็น้อย ค่าแรงต่ำแต่ค่าครองชีพสูง คำว่าอังกฤษเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจยุโรปหายไปปัญหาที่กระทบแรงคือราคาบ้านหรือที่พักอาศัยแพงจนคนรุ่นใหม่ไม่สามารถจะซื้อบ้านได้ทำให้มีคนไร้บ้านจำนวนมาก แม่เลี้ยงเดี่ยวมีชีวิตลำบากจนประคองศักดิ์ศรีของตนเอาไว้ไม่ได้ เมื่ออังกฤษเศรษฐกิจไม่ดี งบประมาณรัฐบาลน้อย สวัสดิการเริ่มลดลง คนสูงวัยมีจำนวนมากขึ้น ปัญหาทางสังคมก็ทวีขึ้นสมัยก่อนตอนโน้น คนอังกฤษภูมิใจที่เป็นเจ้านายคนอินเดีย ทว่าปัจจุบันไม่ใช่แล้วครับ เศรษฐกิจอินเดียอยู่ในอันดับ 5 ของโลก แซงอังกฤษขึ้นไปแล้ว อินเดียมีจีดีพี 3.7-4 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนอังกฤษมีจีดีพีเพียง 3.2-3.4 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าวัดกันในด้านความมั่งคั่งของประเทศ อังกฤษกลายเป็นประเทศที่ด้อยกว่าอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งขึ้นเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศมหาอำนาจอ่านเรื่องทรัพยากรมนุษย์ยุคปัจจุบันของอังกฤษแล้ว นึกภาพออกว่าในอนาคตผู้ดีอังกฤษจะเป็นเช่นใด.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม