เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะผู้บัญชาการและเสนาธิการกองทัพสหรัฐฯ ได้ตบเท้าเข้ารายงานสถานการณ์ต่อนาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.โดยมีรายละเอียดแผนการเป็นขั้นตอนว่าแผนปฏิบัติการทางทหารต่อ “อิหร่าน” ควรจะเป็นเช่นไร เพื่อให้ผู้นำสหรัฐฯเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายในแผนการเหล่านี้ทางคณะผู้บัญชาการให้การยืนยันว่าหากจะเปิดศึกกันเลย ทางกองทัพพร้อมที่จะปฏิบัติการเร็วสุดในวันที่ 21 ก.พ. (ขณะที่คอลัมน์สัปดาห์นี้เขียนขึ้นในวันที่ 20 ก.พ.) หรือหากให้มีความพร้อมมากขึ้นก็ควรจะมีขึ้นในสัปดาห์ต่อไปหรือหลังวันที่ 23 ก.พ.แต่จะให้พร้อมเต็มร้อยควรจะเป็นช่วงกลางเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองเรือบรรทุกเครื่องบินกองที่ 2 ยูเอสเอส เจรัลด์ ฟอร์ด เดินทางมาประจำตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยส่วนวิธีการปฏิบัติการ ทางกองทัพมีแค็ตตาล็อกมาเสนอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯตัดสินใจว่าจะเอาแบบเริ่มทิ้งระเบิดแบบจำกัดวงดีหรือไม่ เล่นงานเป้าหมายทางทหารระบบป้องกันภัยของอิหร่านไปก่อน เพื่อเพิ่มการกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขของสหรัฐฯและหากอิหร่านยังไม่ยอมก็ค่อยขยายวงเป็นปฏิบัติการทางอากาศขนานใหญ่ ถล่มให้มืดฟ้ามัวดิน เป็นเวลาอย่างน้อยเกินสัปดาห์ หรือมากกว่านั้น เพื่อไล่สังหารบุคคลระดับแกนนำของรัฐบาลอิหร่าน บรรดาผู้บัญชาการกองทัพอิหร่านและกองทัพหัวกะทิ “พิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน” หรือไออาร์จีซี ถอนรากถอนโคนตัวละครในระบบการบริหารอำนาจของเปอร์เซีย และนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลง” ของประเทศอิหร่าน ซึ่งจุดนี้ยังไม่มีใครทราบว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเช่นไร แต่เมื่อวันที่ 20 ก.พ. เจ้าตัวได้ออกมาประกาศว่าให้เวลาอิหร่าน 10-15 วันเพื่อทำตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ อันประกอบไปด้วยการยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง และการให้อิหร่านลดปริมาณขีปนาวุธที่ครอบครองอยู่ในคลังแสงมีนักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนพยายามมองว่า ข่าวที่ปล่อยหรือเปิดเผยออกมา รวมถึงคำประกาศของผู้นำสหรัฐฯ เป็นวิธีการเจรจาสไตล์ “อเมริกัน” ยุคนี้คือข่มขู่ให้อีกฝ่ายกลัว เพื่อตกลงยอมรับเงื่อนไขที่พญาอินทรีเสนอมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้ได้ผลมาตลอดตั้งแต่ศึกสงครามการค้า “การเจรจานโยบายกำแพงภาษี”อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนักวิเคราะห์ความมั่นคงกลับมองแตกต่างออกไป โดยดูจาก “ปริมาณ” และประสิทธิภาพของ “อาวุธยุทโธปกรณ์” ที่ถูกส่งเข้าไปในภูมิภาคตะวันออกกลางในตำแหน่งที่ “โอบล้อม” อิหร่านแบบครึ่งวงกลม ทั้งทางทิศตะวันตก ตะวันตกเฉียงใต้ ทิศใต้ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ฝูงบินรบหลากหลายรุ่นถูกระดมพลส่งเข้าไปใน “ชาติพันธมิตร” อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ แบ่งเป็นทีมรับ-ทีมรุก โดยทีมรับก็อย่างเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินรบพรางเรดาร์ขั้นสูง F-22 ขณะที่ทีมจู่โจมคือเครื่องบินรบพรางเรดาร์ F-35 เครื่องบินรบที่เน้นการทิ้งระเบิด F-15 และฝูงบิน F-18 จากกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์นทั้งหมดคิดเป็นปริมาณกว่า 140 ลำ (จากเรือบรรทุกเครื่องบิน 90 ลำ) และหากรวมเข้ากับกำลังเสริมจากเรือบรรทุกเครื่องบินกองที่ 2 จะทำให้อเมริกามีฝูงบินรวมกว่า 230 ลำนอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ฝูงบินสนับสนุนทางการรบ” อย่างเครื่องเอแวค “ศูนย์บัญชาการกลางเวหา” ที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับปฏิบัติการครองน่านฟ้า ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯขนมาในปริมาณ 6-9 ลำ คิดเป็นสัดส่วน 55% ของเอแวคกองทัพอากาศสหรัฐฯ รวมถึงเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ KC-135 และ KC-46 ที่ถูกระดมมาสแตนด์บายตามพื้นที่ต่างๆมากกว่า 85 ลำการมีเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศในปริมาณระดับนี้ แสดงสัญญาณให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯพร้อมที่จะใช้ฝูงบินรบเข้าโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง เครื่องบินที่ติดอาวุธในปริมาณมากไม่จำเป็นต้องเสียเวลากลับฐานลงจอด สามารถค้นหาเป้าหมายในอิหร่านไปได้เรื่อยๆ ขณะที่ฝูงบินรบคุ้มกันก็ไม่จำเป็นต้องผลัดเวร เปิดช่องว่างให้อิหร่านมีโอกาสส่งฝูงบินของตัวเองเข้าเล่นงานห้ำหั่นหน่วยทิ้งระเบิดของสหรัฐฯที่ขาดอาวุธสำหรับต่อสู้ทางอากาศและแน่นอนเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศในปริมาณระดับนี้ ถือว่าเกินความเพียงพอสำหรับกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนต่างที่เหลือเตรียมไว้สำหรับใคร คำตอบอาจจะอยู่ที่กองทัพอากาศ “อิสราเอล” ซึ่งช่วงเดือนที่ผ่านมาได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะผสมโรงกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯการขนอาวุธจำนวนมากมายมหาศาลเข้าไปโอบล้อมอิหร่าน จึงก่อให้เกิดคำถามว่าแล้วสหรัฐฯจะยอมถอนตัว ถอนกำลังได้หรอกหรือ เพราะอิหร่าน ณ เพลานี้ยืนยันอย่างเด็ดขาดว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำได้ พร้อมแสดงท่าทีว่าเจ้าอยากศึกก็พร้อมทำศึก มีการยกตัวอย่าง “เกมยาว” ว่าสหรัฐฯจำได้ไหมเรื่องสงครามอิรัก-อัฟกานิสถาน และจะเกิดอะไรขึ้นหากเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯถูกจมลงสู่ก้นทะเลการยกระดับสถานการณ์ การยกระดับการข่มขู่ใดๆ อาจใช้ได้ผลกับคนที่สู้ไม่ได้ แต่หากนำมาใช้กับคนที่มีของมีพละกำลังเหมือนกัน อาจกลายเป็นสิ่งที่มามัดตัวและยากที่จะเดินถอยหลัง ทิศทางของสถานการณ์ครั้งนี้ก็เช่นกัน ปริมาณอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐฯระดมขนมายังภูมิภาคตะวันออก กลาง อาจทำให้ทรัมป์ไม่สามารถเดินถอยหลังได้อีกต่อไป มีแต่ต้องเพิ่มการเดิมพันและมุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น ซึ่งย่อมหมายถึงการทำ “สงคราม” สถานเดียว.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม