สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน พอจะดูคลี่คลายลงไปบ้าง ภายหลังจากทั้งสองเสร็จสิ้นการเจรจารอบแรกในประเทศโอมานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม ในด้านความมั่นคงถือว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ของสหรัฐฯ ยังคงลอยลำอยู่ในทะเลอาระเบียนทางตอนใต้ของอิหร่านตามด้วยรายงานความเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐฯว่า ได้ดำเนินการเรียบร้อยเรื่องการส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธธาด (THAAD) เข้ามาประจำตามฐานทัพต่างๆ 20 ฐานในประเทศพันธมิตรภูมิภาคตะวันออกกลางสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้จากแหล่งข่าวรัฐบาลสหรัฐฯและชาติตะวันออกกลาง ว่า สาเหตุที่สหรัฐฯดูฮึ่มๆแต่ยังไม่เอาจริง เนื่องจากกำลังรอระบบป้องกันเหล่านี้ เพื่อลดความเสียหายแก่ฐานทัพสหรัฐฯให้มากที่สุด ในกรณีที่กองทัพอิหร่านตัดสินใจยิงขีปนาวุธตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯหากดูจากทิศทาง ณ ขณะนี้จะเห็นได้ว่า “กำลังรบเชิงรุก” ของสหรัฐฯอยู่ในสภาพพร้อมแล้ว เช่นเดียวกับ “กำลังรบเชิงรับ” ของสหรัฐฯก็อยู่ในสภาพพร้อมแล้วเช่นกัน เหลือแค่เพียงว่าจะตัดสินใจใช้แผนการเช่นไร เพราะเอาเข้าจริงการเจรจาทางการทูตดังกล่าว สามารถมองได้ว่าเป็นแค่ “เชิงสัญลักษณ์” เพราะเป็นการตั้งเงื่อนไขให้อิหร่านดำเนินการทั้งหมดตามที่สหรัฐฯต้องการเป็นเงื่อนไขที่ประกอบด้วยการละทิ้งการพัฒนานิวเคลียร์ ลดขีปนาวุธ ยุติสนับสนุนเครือข่ายความมั่นคงในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านทำได้ยากยิ่ง แต่เจรจาเผื่อไว้ อิหร่านยอมก็ดีไป ขณะที่ทางอิหร่านเองหากยอมไป ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะเกิดกรณีได้คืบแล้วเอาศอกหรือไม่สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือท่าทีของรัฐบาล “อิสราเอล” ที่ต้องการใช้โอกาสนี้กำราบอิหร่านที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอล และพยายามมาหลายเดือนในการเกลี้ยกล่อมสหรัฐฯให้เปิดฉากลุยในวันนี้ 11 ก.พ. นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีกำหนดเข้าหารือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการเข้าไป “โน้มน้าว” สหรัฐฯรอบใหม่และรอบสำคัญ และทำให้เพิ่มความเป็น ไปได้ว่า สัญญาณเป่านกหวีดเริ่มการโจมตีต่ออิหร่าน อาจเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว?.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม