การหาเสียงของพรรคการเมืองและ แคนดิเดตนายกฯ พรรคต่างๆ ผมยังไม่ได้ยินใครพูดถึงการส่งเสริมหรือแนวคิดการเพิ่ม “ชนชั้นกลาง” ให้เป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีแต่นโยบายแจกเงินคนจน เพื่อให้จนต่อไป จะได้แจกเงินต่อในสมัยหน้า วันเสาร์ สบายๆวันนี้ผมเลยชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง “การสร้างชนชั้นกลาง” ให้เป็นกำลังสำคัญในการ พัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืน เพิ่มจีดีพีในประเทศ สร้างการเติบโตจากในประเทศ ทดแทนการส่งออกที่กำลังมีปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์กันนะครับทุกวันนี้ “ชนชั้นกลางไทย” ผู้เสียภาษีหลักให้ประเทศ กำลังค่อยๆหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลงเรื่อยๆ ผลจากจีดีพีที่ขยายตัวต่ำต่อเนื่องมากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ยุค คสช.ครองอำนาจ จนถึงวันนี้ไทยกลายเป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียนไปแล้วประเทศไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้าน “เดินแซงหน้า” ไปเรื่อยๆ ไทยเคยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ในอาเซียน มาหลายสิบปี แต่วันนี้หล่นลงไปอยู่อันดับ 3 แล้ว ปี 2567 สิงคโปร์ ประเทศเล็กๆที่มีประชากร 6 ล้านคน แต่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ในอาเซียน ก็เดินหน้าแซงประเทศไทยที่มีประชากรเกือบ 70 ล้านคน ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ของอาเซียนแทนไทย ปีที่แล้ว 2568 สิงคโปร์ก็ยังครองตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ในอาเซียน แต่มูลค่าจีดีพีหรือความมั่งคั่งของประเทศกลับทิ้งห่างประเทศไทยเพิ่มขึ้น สิงคโปร์รวยขึ้นมาก แต่ไทยไม่รวยขึ้นหากไทยยังมีจีดีพีเติบโตแค่ 1.5-2.0% ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่เกิน 5 ปี จีดีพีไทยจะหล่นลงไปอยู่อันดับ 6 ในอาเซียน โดยมี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย ทยอยเดินแซงหน้าไทยขึ้นไปเรื่อยๆ ประเทศไทย จะชนะเพียง เมียนมา เขมร บรูไน ลาว ติมอร์เลสเต เท่านั้นผมเพิ่งอ่าน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับมกราคม 2569 มีรายงานพิเศษเรื่อง “จีนปั้นชนชั้นกลางสู่ 800 ล้านคน รีเซ็ตเศรษฐกิจโลก” อ่านแล้วต้องรีบเอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อมี แคนดิเดตนายกฯ คนไหนเข้าใจ นำไปเป็นนโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน มีประชากร 400 ล้านคน ที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลาง หรือ “ชนชั้นกลาง” คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งเป้าว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้าจะเพ่ิมชนชั้นกลางเป็น 800 ล้านคน หรือกว่าครึ่งของประชากรจีน โดยจะบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับถัดไปสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า หากจีนสามารถขยายชนชั้นกลางได้ตามเป้า ฐานผู้บริโภคกลุ่มนี้จะมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับประชากรสหรัฐฯ (340 ล้านคน) และประชากรสหภาพยุโรป (500 ล้านคน) รวมกัน จะทำให้ศูนย์ถ่วงเศรษฐกิจโลกย้ายฝั่งอย่างมีนัยสำคัญจีนเคยนิยาม “ชนชั้นกลาง” ว่า เป็นครอบครัว 3 คนที่มีรายได้ 1–5 แสนหยวนต่อปี เฉลี่ย 2,700–14,000 หยวนต่อเดือน มีงานที่มั่นคง มีความต้องการบริโภคสูงด้านที่อยู่อาศัย รถยนต์ การศึกษา สุขภาพ และการท่องเที่ยว โดย เน้นการทำให้รายได้เติบโตอย่างน้อยเท่ากับจีดีพี (ปีละ 5–6%) และ เพิ่มรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (disposable income) ผ่านการลดต้นทุนชีวิต เป็นการสร้างชนชั้นกลางที่มีความมั่นใจในการใช้จ่ายจริง ไม่ใช่เพียงมีรายได้เข้าเกณฑ์เท่านั้นข้อมูลจาก ธนาคารโลก ชี้ว่า จีนไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป สัดส่วนการส่งออกนำเข้าของจีนปี 2024 ลดลงมาเหลือ 37% จากที่เคยสูงถึง 64% ต่อจีดีพีในปี 2006 เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นแม้ จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก แต่สัดส่วนการบริโภคในประเทศยังต่ำเพียง 38–40% ของจีดีพี ขณะที่ สหรัฐฯ 68–70% ของจีดีพี สหภาพยุโรป 52–55% ของจีดีพี จีนจึงมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก การสร้างชนชั้นกลาง 800 ล้านคน จึงเป็นกลไกสร้างการเติบโตจากภายในด้วยการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง การเลือกผู้นำประเทศจึงสำคัญ ผู้นำประเทศต้องมีความรู้ความสามารถสูงทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ “หุ่นเชิด” ที่ต้องรอไฟเขียวจาก “ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค” อยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นประเทศไทยจะฟื้นยาก.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม