กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างเข้มข้นว่า สถานการณ์การประท้วงในอิหร่านที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมาจะลุกลามบานปลายไปถึงขั้นใดหลังบรรยากาศยังคงความตึงเครียดจากปัจจัยความเสี่ยงของการถูกผสมโรง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณต่อผู้ประท้วงชาวอิหร่านว่า “ความช่วยเหลือ” อยู่อีกไม่ไกล พร้อมแสดงท่าทีใช้กำลังทางทหาร สั่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เคลื่อนจากแปซิฟิกสู่ตะวันออกกลางไม่รวมถึงรายงานข่าวว่าหน่วยข่าวกรองมอสสาดของอิสราเอล ชาติคู่ปรับสำคัญของอิหร่าน ได้เข้าไปปะปนกับผู้ชุมนุมประท้วง ร่วมก่อหวอดปลุกปั่นความวุ่นวายทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ยืนยันว่าการถูกแทรกแซงจากภายนอกไม่ใช่เรื่องที่มีความเป็นไปได้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โดยชี้แจงรายละเอียดที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้ ทางการอิหร่านประสบความสำเร็จในการดักคลิปเสียงสั่งการของตัวละครภายนอกถึงผู้ก่อการในอิหร่านใจความคือ การดำเนินการใดๆให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้นกับรัฐบาลอิหร่าน “หากเจอม็อบให้ยิงใส่ม็อบ พบเจอเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็ให้ยิงใส่ถ้าโอกาสเหมาะสม แต่หากรูปการณ์ไม่เอื้อก็ให้หาเป้าหมายที่เป็นชาวบ้านในบริเวณ และยังให้พยายามยิงเด็กต่อหน้าครอบครัว เพื่อกระตุ้นให้ฝูงชนอาละวาด”ช่วงเกิดการประท้วงจนถึงปัจจุบัน ยังเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง สถานที่ราชการ สถานีตำรวจ ศูนย์ไปรษณีย์ถูกเผา ร้านค้าถูกเผากว่า 200 แห่ง ร้านค้าที่ยังเปิดอยู่ถูกข่มขู่ให้ปิดหากไม่อยากถูกวางเพลิง รถพยาบาลถูกดักเผากว่า 180 คัน รถดับเพลิงเสียหาย 53 คัน ธนาคาร 26 แห่งในกรุงเตหะรานและมัสยิด 53 แห่งถูกจุดไฟเผา ไม่รวมถึงการกระทำที่น่าสยดสยองอย่างการตัดหัวเจ้าหน้าที่และประชาชนนอกจากนี้ ยังมีการจ่ายค่าจ้างในการก่อความวุ่นวาย คนที่ลงมือกับเจ้าหน้าที่รัฐได้สำเร็จจะได้รับเงินประมาณ 20,000 บาท แต่หากเผารถยนต์ของทางการจะได้เงินราว 12,500 บาท ซึ่งทางการอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน เช่นเดียวกับ หลักฐานคลิปวิดีโอการแจกจ่ายอาวุธสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ยังชี้แจงว่าไทม์ไลน์ของการประท้วงรุนแรง สามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 ระยะ เฟสแรกคือช่วงระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. ถึง 31 ธ.ค. การชุมนุมอย่างสันติของกลุ่มผู้ประกอบการและสมาคมร้านค้า ซึ่งรัฐบาลได้ส่งตัวแทนเข้ารับฟังและเจรจากับแกนนำเรื่องขั้นตอนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งทางผู้ประท้วงได้มีการเปิดทางและนัดหารือกันอย่างต่อเนื่องเพิ่มเติมข้ามมายังเฟสสอง ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. ถึง 7 ม.ค. มีตัวแปรใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุม และทำให้การประท้วงอย่างสันติกลายเป็นความรุนแรง แต่ทางการยังควบคุมสถานการณ์ไว้ได้เนื่องจากไม่มีอาวุธ จนทำให้กลายเป็นเฟสสาม ระหว่างวันที่ 8 ม.ค. ถึง 10 ม.ค. กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายได้ปะปนเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตหวังดึงรัฐบาลสหรัฐฯเข้ามาแทรกแซง ในช่วงเวลานี้ทางการพบหลักฐานการสั่งการจากต่างแดนทั้งในรูปแบบเอกสาร คลิปเสียงทางการอิหร่านยังนับรวมเรื่องที่สื่ออิสราเอลรายงานความเคลื่อนไหวของหน่วยมอสสาดในกรุงเตหะราน และคำพูดของนายไมค์ ปอมเปโอ อดีตผู้อำนวยการ CIA ส่งสารถึงประชาชนชาวอิหร่านด้วยเช่นกันและสุดท้ายคือสถานการณ์เฟสสี่ ตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.เป็นต้นมา ทางการอิหร่านตัดสินใจใช้หน่วยงานความมั่นคงอย่างเข้มข้น ผู้ก่อการถูกจับกุมพร้อมกับอาวุธ สถานการณ์ถูกควบคุมไว้ได้อีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลอิหร่านจะเผยแพร่คำสารภาพของผู้กระทำผิดต่อไป ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของรัฐบาลไม่นานมานี้ แบ่งเป็น 30% มองว่าการประท้วงเกิดขึ้นเพราะปัญหาเศรษฐกิจ แต่อีก 70% มองว่าถูกต่างชาติยุยงปลุกปั่นอย่างไรก็ตาม ในมุมมองของรัฐบาลอิหร่านนั้นยังคงมีความวิตกกังวลต่อท่าทีของกลุ่มชาติตะวันตกที่ยังคงสนับสนุนการประท้วงในอิหร่าน แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง บทความของหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีทเจอร์นัลของสหรัฐฯ ยังเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯใช้ยุทธศาสตร์ 5 ประการ 1.ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประท้วงเพื่อให้การเดินขบวนดำเนินต่อไป 2.เพิ่มเครือข่ายสตาร์ลิงก์ให้ผู้ประท้วงมีอินเตอร์เน็ต 3.เปิดเผยรายละเอียดความเคลื่อนไหวของข้าราชการอิหร่าน 4.กระตุ้นให้ข้าราชการอิหร่านหลบหนีออกนอกประเทศ และ 5.ดำเนินการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อกองเรือบรรทุกน้ำมันที่ยังคงส่งน้ำมันให้อิหร่านเช่นเดียวกับมูลนิธิเพื่อการปกป้องประชาธิปไตย (FDD) ส่งคำแนะนำถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ดำเนินการโค่นล้มรัฐบาลด้วยการกดดันขั้นสูงสุดทางการเงิน ไซเบอร์ และปฏิบัติการลับ สร้างภาพลักษณ์ว่าอิหร่านกำลังมาถึงทางตัน ควบคู่ไปกับการหาพวก เกลี้ยกล่อมให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิหร่านแปรพักตร์ ใช้เรื่องเงินและเรื่องจะไม่ถูกเอาผิดหลังล้มรัฐบาลมาเป็นตัวล่อ ผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตเสรีทั้งหมดนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่าน ซึ่งมองว่าเป็นความพยายามทำสงครามที่ต่อยอดมาจาก “สงคราม 12 วัน” ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเราจะดำเนินการในระดับประเทศและระหว่างประเทศต่อไป อิหร่านไม่ต้องการสงคราม แต่ก็พร้อมทำสงคราม หนทางที่ดีที่สุดสำหรับการหลีกเลี่ยงสงครามคือการเตรียมพร้อม แต่ในขณะเดียวกันเราก็พร้อมที่จะเจรจา แต่ควรเป็นการเจรจาอย่างยุติธรรม เคารพซึ่งกันและกัน จริงจังและจริงใจ ไม่ใช่การเจรจาแบบชี้นิ้วสั่งเหมือนที่บางประเทศชอบทำเป็นประจำ.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม