ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังจับตาทิศทางของรัฐบาลสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด บรรยากาศความมั่นคงในยุโรปก็ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้นโดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งที่สองที่กองทัพรัสเซียได้ตัดสินใจใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่น “โอเรชนิก” ยิงโจมตีต่อภาคตะวันตกของประเทศยูเครน หลังประเดิมไปครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย.2567ทางการรัสเซียยืนยันว่า ปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่เมืองลวิฟ เป็นไปเพื่อตอบโต้ความอุกอาจของรัฐบาลยูเครน ที่ตัดสินใจใช้โดรนระยะไกล 91 ลำ บินเข้าถล่มเรือนรับรองของนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในช่วงวันก่อนขึ้นปีใหม่ ที่จังหวัดนอฟกอรอด ทางตอนใต้ของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ความมั่นคงมองว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการสางแค้นตบหน้าคืน แต่เป็นไปเพื่อเช็กประสิทธิ ภาพของอาวุธรุ่นนี้ว่า สามารถตอบทฤษฎีการสร้างความเสียหายทางอ้อมได้หรือไม่กองทัพรัสเซียปฏิบัติการใช้ขีปนาวุธโอเรชนิกโชว์ชาติตะวันตกครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อ 1 ปี 2 เดือนก่อน มีเป้าหมายเพื่อเล่นงานโครงสร้างด้านพลังงานในจังหวัดดนีเปอร์ ภาคกลางของยูเครน และตั้งใจจะแสดงให้เห็นว่า ไม่มีระบบต่อต้านอากาศยานหรือต่อต้านขีปนาวุธของชาติตะวันตก สามารถยิงสกัดอาวุธชนิดนี้ได้แต่สำหรับการใช้งานครั้งที่สองเมื่อสัปดาห์ก่อน มีเป้าหมายโจมตีคลังเก็บก๊าซใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดของยูเครน ซึ่งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญในการส่งก๊าซไปให้แก่ชาติยุโรป เพียงแต่คลังดังกล่าวอยู่ลึกใต้ดินกว่า 690 เมตร และไม่มีอาวุธทะลวงบังเกอร์ใดๆ สามารถเจาะไปได้ถึง (ของสหรัฐฯก็ไปไม่ถึง)ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดทฤษฎีว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่หัวรบที่มีความเร็วขณะพุ่งลงสู่พื้นกว่ามัค 10 หรือกว่า 12,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีคุณสมบัติยิงอัดใส่พื้นดินแบบหลายระลอก จะก่อให้เกิดคลื่นอัดกระแทกที่เพียงพอ จนเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและไปสร้างความเสียหายแก่ท่อส่งที่ฝังอยู่ใต้ดินแม้สุดท้ายจะไม่มีข้อมูลเปิดเผยว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร แต่หากเป็นแนวคิดที่ได้ผล ย่อมทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลยูเครนเลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะเดิมทีจุดกระจายก๊าซไปยุโรปในพื้นที่เมืองลวิฟ เคยถูกถล่มไปแล้วเมื่อเดือน พ.ค.2567 แต่การมีศูนย์ใต้ดินยังทำให้การกระจายก๊าซดำเนินต่อไปได้แม้ไม่เต็ม 100%.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม