ความสนใจของสหรัฐฯ ต่อ “กรีนแลนด์” ภายใต้แนวคิดของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ได้เป็นเพียงความทะเยอทะยานส่วนตน แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงโลกอย่างชัดเจน กรีนแลนด์กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์สำคัญ” ที่สหรัฐฯ ไม่อาจมองข้ามได้ ด้วยปัจจัยหนุนนำเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญประการแรกคือ ทำเลที่ตั้งและข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ในฐานะปราการด่านหน้าเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล จุดยุทธศาสตร์ในการป้องกันทวีปอเมริกาเหนือตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ทว่าเมื่อโลกร้อนส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนเกิดเส้นทางเดินเรือใหม่อย่าง Northwest Passage จุดชนวนการแข่งขันครั้งใหม่ระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย จีน และประเทศอื่นๆ เพื่อแย่งชิงสิทธิ์เข้าถึงและครอบครองทรัพยากรในภูมิภาคในเชิง ความมั่นคงทางทหาร กรีนแลนด์ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพอวกาศพิทุฟฟิก หัวใจหลักของระบบเตือนภัยขีปนาวุธและการเฝ้าระวังอวกาศของสหรัฐฯและนาโต นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า GIUK Gap (ช่องว่างทางทะเลระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และอังกฤษ) เส้นทางหลักที่กองเรือรัสเซียใช้เข้าสู่แอตแลนติกเหนือ การควบคุมพื้นที่นี้จึงมีความหมายโดยตรงต่อดุลอำนาจทางการทหารและการเฝ้าระวังความมั่นคงระดับโลกขณะเดียวกัน กรีนแลนด์ยังถูกมองว่าเป็น “ขุมทรัพย์แร่ธาตุยุทธศาสตร์” แห่งอนาคต ด้วยความมั่งคั่งของทรัพยากรที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีแร่ธาตุถึง 25 ชนิด จาก 34 ชนิดที่สหภาพยุโรปจัดให้เป็น “วัตถุดิบสำคัญอย่างมาก” โดยเฉพาะ “แรร์เอิร์ธ” ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูง ดึงดูดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และสหรัฐฯให้เข้ามาลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาจีน ซึ่งปัจจุบันครองตลาดแร่เหล่านี้อยู่ ท่ามกลางอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐาน สภาพอากาศและแรงต้านจากชุมชนท้องถิ่นแม้จะมีเพียง 56,000 คนก็ตามท่ามกลางการแผ่อิทธิพลของรัสเซียและการผลักดันแนวคิด “เส้นทางสายไหมขั้วโลก” ของจีน สหรัฐฯจึงมองกรีนแลนด์เป็นหมากสำคัญที่ต้องครอบครอง เพื่อความมั่นคงและอำนาจเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม