ก็เป็นไปตามคาด 31 ก.ค.68 ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค. ไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่ง ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ 19% และไทยต้อง ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯกว่า 99% ต้องซื้อสินค้าจากสหรัฐฯเพิ่ม ต้องไปลงทุนในสหรัฐฯเพิ่ม ไทยได้ภาษีในอัตราที่เท่ากับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ตํ่ากว่าเวียดนามที่ถูกเก็บ 20% แต่ถ้านำ “ค่าแรง” มาคิดด้วย ต้นทุนค่าแรงขั้นตํ่าไทยจะสูงกว่าเวียดนามถึง 74% ดังนั้น แม้เวียดนามจะถูกสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้า 20% ไทย 19% เวียดนามก็ไม่ได้เสียเปรียบไทย อาจได้เปรียบไทยด้วยซํ้า และมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯมากกว่าไทยด้วยประเทศที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป 27 ประเทศ ได้อัตราภาษีที่ 15% ตํ่ากว่าอาเซียน ขณะที่ สหราชอาณาจักรได้อัตราภาษีดีที่สุด 10%คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง หัวหน้าทีมไทยแลนด์ เปิดเผยว่า อัตราภาษีใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ข้อตกลงภาษี 19% นี้ ไม่มีดีลเรื่องความมั่นคงหรือพลังงาน เป็นการเจรจาเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการค้า ทำให้ไทยสามารถวางแผนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง แม้จะโล่งใจ แต่การเจรจายังไม่จบ ต้องหารือในรายละเอียดทางเทคนิค กฎหมาย และมาตรการในประเทศเพิ่มเติม สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯก่อนวันที่ 7 สิงหาคม จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเดิมที่ 10% สินค้าที่ส่งออกหลังจากวันที่ 7 สิงหาคม จะถูกเรียกเก็บในอัตรา 19% ตามข้อตกลงใหม่การหารือกับสหรัฐฯแบ่งเป็น 4 หัวข้อหลักคือ อัตราภาษีนำเข้า-ส่งออก รายการสินค้าที่สองฝ่ายจะแลกเปลี่ยน แผนการลงทุนระหว่างประเทศ และ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีสินค้าเกษตรที่จะนำเข้าจากสหรัฐฯ คุณพิชัย เปิดเผยว่า มี เนื้อหมู ถั่วเหลือง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลไทยจะเปิดรับแบบระมัดระวัง โดยเฉพาะเนื้อหมูให้โควตาเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ส่วน ถั่วเหลืองอาจเปิดโควตา 1-2 ล้านตัน ภายใต้ระบบตรวจสอบสุขอนามัยอย่างเข้มงวด แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่อง GMO (การดัดแปลงพันธุกรรมพืช) เพราะถั่วเหลืองและข้าวโพดสหรัฐฯกว่า 90% เป็นพืช GMO ที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต กฎหมายไทยห้ามนำเข้าและปลูก ถ้าให้นำเข้าไทยก็ต้องแก้กฎหมายรองรับ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเผชิญต่อไป เพราะไปตกลงกับสหรัฐฯแต่ยังไม่ได้ตกลงกับเกษตรกรไทยที่จะได้รับผลกระทบความจริง ไทยถูกสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น 19% ต้องถือเป็น “เรื่องช็อก” สำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะเดิมไทยเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯเฉลี่ย 2% เท่านั้นแต่ ท่าทีของรัฐบาลเพื่อไทยดูมีความพึงพอใจมาก ที่ได้อัตราภาษี 19% เท่ากับเพื่อนบ้านอาเซียน โดยไม่คิดว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 19% สำหรับสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ คุณพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการ สศค. โฆษกกระทรวงการคลัง ยังแถลงคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.2% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 2.1% จาก 3 เครื่องยนต์หลัก 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 1.2% จากเดิมที่ติดลบ 2.การส่งออก ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวที่ 5.5% จากเดิม 2.3% ได้แรงหนุนจากการนำเข้าของประเทศคู่ค้าในครึ่งปีแรก 3.การบริโภคในประเทศ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 3.1% การลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 3% จากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาทรัฐบาลมองภาษีทรัมป์ 19% มองเศรษฐกิจไทยสวยงามเหมือนอยู่ในความฝันแต่โลกแห่งความเป็นจริงมักโหดร้ายกว่าที่คิดมากมาย รัฐบาลกำลังเอนจอยกับตัวเลขส่งออกในครึ่งปีแรก ซึ่งส่งออกเพิ่มขึ้นมหาศาลกันทั่วโลก เพื่อตุนสินค้าและวัตถุดิบก่อนทรัมป์ขึ้นภาษี แต่วันนี้มันกลายเป็น “อดีต” ไปแล้วตั้งแต่ 7 สิงหาคมเป็นต้นไป ภายใต้ภาษีใหม่ 19% ไทยจะส่งออกไปสหรัฐฯเท่า 7 เดือนแรกหรือไม่ ผมคุย “ตัวเลขเชิงลึก” กับหลายสำนัก ส่งออกครึ่งปีหลังอาจ “ติดลบ” อาจส่งผลให้ “จีดีพีครึ่งปีหลังติดลบ” แต่ทั้งปียังบวก 2 ได้ เตรียมรับ “คลื่นกระแทก” ตรงนี้ไว้ให้ดี ผมขอส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า."ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม