เมืองไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาพร้อมกับสายรุ้งแห่งความหวัง ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงนายกฯคนแรกของสิงคโปร์อย่าง “ลี กวน ยู” ที่เปลี่ยนเกาะเล็กๆแห่งนี้ให้เจริญขึ้นได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคนถามว่า “ลี กวน ยู” ทำอย่างไรจึงสามารถสร้างเกาะเล็กๆ ที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติให้ใหญ่คับโลกได้ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของโลก ที่สำคัญผู้คนมีระเบียบวินัยมาก, บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน, ปราศจากปัญหาวุ่นวายทางการเมือง ทั้งๆที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและภาษา เกาะเดียวมีครบทั้งคนจีน, คนมาเลย์ และคนอินเดียย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นตอนรัฐสภามาเลเซียมีมติขับสิงคโปร์ออก เพราะมีความขัดแย้งและหวาดระแวงกันระหว่างชาวมาเลย์กับชาวจีน “ลี กวน ยู” ประกาศเอกราชนำสิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซียในปี 2508 ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่ากำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะเกาะเล็กๆ อย่างสิงคโปร์แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แถมยังเต็มไปด้วยการทุจริตอย่างหนัก อันเป็นมรดกตกทอดจากการปกครองของอังกฤษ ตอนปราศรัยต่อหน้าประชาชน เขาถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะไม่รู้ว่าสิงคโปร์จะเอาตัวรอดอย่างไรสิ่งที่ “ลี กวน ยู” ทำทันทีคือการระดมความคิดจากทุกฝ่ายเพื่อสร้างสิงคโปร์ขึ้นใหม่ เริ่มต้นจากการลงทุนกับประชากรของตัวเอง โดยวางรากฐานการศึกษาใหม่ให้มั่นคง เขาต้องการให้คนสิงคโปร์สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ จึงกำหนดให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนและการทำงาน ขณะเดียวกันก็คัดเลือกเยาวชนที่เรียนเก่งไปศึกษาต่อยังสถาบันชั้นนำของโลก เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ จนถึงปัจจุบันสิงคโปร์ยังให้คุณค่ากับอาชีพครูอย่างมาก และพัฒนาไปจนถึงระดับมีมหาวิทยาลัยคุณภาพเทียบชั้นมหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลกถ้าไม่ได้ผู้นำอย่าง “ลี กวน ยู” สิงคโปร์ก็คงไปไม่ถึงไหน เขาวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศให้อยู่รอดได้ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย กระนั้น การแบ่งแยกเชื้อชาติไม่เคยเป็นปัญหาร้ายแรงในสิงคโปร์ เพราะ “ลี กวน ยู” ปลูกฝังค่านิยมเรื่องความอยู่รอดของชาติสำคัญกว่าชุมชน มีการจัดระเบียบประชาชนให้มีความเป็นพหุสังคม ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนภูมิใจในวัฒนธรรมและภาษาของตนถึงจะร่ำเรียนจบมาจากอังกฤษ แต่ “ลี กวน ยู” กลับเคารพในคุณค่าแบบเอเชีย เขาเลือกที่จะใช้แนวคิดขงจื้อแบบพ่อปกครองลูกเป็นอุดมการณ์สำคัญในการสร้างชาติให้สามารถอยู่รอดได้ แทนที่จะเดินตามรอยแนวทางประชาธิปไตยเสรีแบบโลกตะวันตก การผูกขาดอำนาจยาวนานด้วยระบบพรรคเด่นพรรคเดียวก็เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อให้การบริหารประเทศมีความต่อเนื่องไม่สะดุดอีกหนึ่งผลงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือ การกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชันในระบบทั้งหมด “ลี กวน ยู” ไม่อุ้มคนทุจริตแม้เป็นคนในพรรค หรือมีความใกล้ชิดกับตัวเอง ความโปร่งใส, ซื่อสัตย์สุจริต และการทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทำให้สิงคโปร์ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว เขาจัดระเบียบสังคมทุกอย่าง ส่งเสริมให้ประชาชนมีจิตสำนึกเรื่องระเบียบวินัย, เคารพกฎหมาย, รักษาความสะอาดของบ้านเมือง และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากจะประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางทางการเงินใหญ่อันดับ 4 ของโลก และเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศ สิงคโปร์ยังขึ้นชื่อว่ามีระบบราชการที่มีความโปร่งใสระดับโลก, คุณภาพชีวิตประชาชนอยู่ในระดับสูง และมีระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเทียบชั้นมาตรฐานโลกแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน และโดนตีตราว่าเป็นเผด็จการ เพราะครองอำนาจต่อเนื่องยาวนานถึง 31 ปี (ตั้งแต่ปี 2502–2533) แถมยังคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอีกหลายสิบปี โดยอ้างว่าเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่โลกก็ยกย่องให้เขาเป็น “เผด็จการผู้ทรงคุณ” (Benevolent Dictator) เพราะ “ลี กวน ยู” สามารถพลิกเกาะเล็กๆที่อับจนหนทางจนผงาดขึ้นใหญ่คับโลก โดยไม่โกงกินบ้านเมือง.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม