เมื่อวันที่ 29 มี.ค. น.ส.ไช่ อิง เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่า จะไม่ยอมให้แรงกดดันจากภายนอกมาขัดขวางไต้หวันต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับประชาคมโลก ไต้หวันมีความนิ่ง มีความมั่นใจ ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมต่อการยั่วยุ ไต้หวันจะเดินทางอย่างมั่นใจบนเส้นทางแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย และแม้หนทางจะขรุขระ แต่ไต้หวันก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ก่อนออกเดินทางจากกรุงไทเป มุ่งสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตามกำหนดการเดินสายเยือนต่างประเทศเป็นเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 29 มี.ค. ถึง 7 เม.ย.ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.ไช่ อิง เหวิน มีกำหนดแวะพักที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ก่อนมุ่งหน้าสู่ประเทศกัวเตมาลาและเบลิซ ในภูมิภาคอเมริกากลาง จากนั้นจึงจบทริปที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ และเดินทางกลับไต้หวัน ท่ามกลางการคาดคะเนว่า ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย น.ส.ไช่ อิง เหวิน จะจัดการหารือกับนายเควิน แม็คคาร์ธีย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการหารือระหว่างผู้นำไต้หวันกับประธานสภาฯสหรัฐฯครั้งแรกบนแผ่นดินสหรัฐฯ หลังเมื่อเดือน ส.ค.2565 ผู้นำไต้หวันพบกับนางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาฯคนก่อนที่กรุงไทเป ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้กองทัพจีนปฏิบัติการซ้อมรบปิดล้อมเกาะไต้หวันด้านโฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของรัฐบาลจีนออกแถลงการณ์ว่า กำหนดที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ของ น.ส.ไช่ อิง เหวิน ไม่ใช่แค่การแวะพักผ่อนที่โรงแรมหรือสนามบิน แต่มีกำหนดการเข้าหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯและนักการเมืองต่างๆ ในกรณีนี้ขอมองว่า หาก น.ส.ไช่ อิง เหวิน ได้เข้าพบกับนายแม็คคาร์นีย์ ก็จะถือเป็นเหตุการณ์ยั่วยุอีกครั้ง ที่ละเมิดหลักการจีนเดียว บ่อนทำลายอธิปไตยและความเป็นปึกแผ่นของดินแดนจีน และทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน รัฐบาลจีนขอคัดค้านในสิ่งนี้ พร้อมจะดำเนินการตอบโต้ที่จำเป็นก่อนหน้านี้ นายหม่า อิง จิ่ว อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน สังกัดพรรคฝ่ายค้านก๊กมินตั๋ง ได้กลายเป็นอดีตผู้นำคนแรกของไต้หวันที่เดินทางเยือนประเทศจีน ซึ่งเจ้าตัวยังกล่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ระหว่างเยือนจีนด้วยว่า ผู้คนจากสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างก็เป็นคนจีนเชื้อชาติจีน มีบรรพบุรุษร่วมกัน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามจากพรรครัฐบาลประชาธิปไตยก้าวหน้าของไต้หวันว่า ทำไมถึงเลือกเดินทางไปจีน หลังฮอนดูรัสตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน หันไปผูกสัมพันธ์กับจีนแทน และทำให้ไต้หวันเหลือประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเพียง 13 ประเทศ.