เชื่อว่าหน้าประวัติศาสตร์ปี 2565 จะถูกจดจำและบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีสุดหฤโหดและน่าเศร้าที่สุด แม้ “โควิด-19” ยังไม่หายสนิท กองกำลังรัสเซียบุกยูเครนก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก ถึงกระนั้นเมื่อ “ปีเสือโหด” กำลังจะผ่านพ้นไป เหตุการณ์สำคัญในแวดวงวิทยาการวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบันทึกกันไว้ตามธรรมเนียม และภาพรวมในปีนี้ แวดวง “อวกาศ” ยังโดดเด่นและเริ่มฉายชัดว่าปี “กระต่าย” หน้าทุกอย่างจะทวีความเข้มข้นขึ้นเริ่มกันที่ผลงานของ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ที่เป็นความร่วมมือขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา, องค์การอวกาศยุโรป และองค์การอวกาศแคนาดา กำลังไปได้สวยและแสดงพลังสมราคา หลังถูกปล่อยตัวขึ้นไปโคจรยังจุดลากรองจ์ 2 ที่เปรียบเป็นบ้านของดาวเทียมและยานสำรวจอวกาศหลายลำปลายปีก่อน ในที่สุดเมื่อ 12 ก.ค.นักดาราศาสตร์ก็เผยภาพถ่ายสุดประทับใจชิ้นแรกของกล้องเจมส์ เวบบ์ แสดง บรรดาวัตถุที่อยู่ห่างโลกไปหลายพันล้านปีแสง มีคุณภาพคมชัดเกินกว่าที่คาดหมาย จุดประกายความหวังการเริ่มสู่ยุคทองของการเข้าใจจักรวาล ขณะกล้องโทรทรรศน์จากภาคพื้นดินทำงานเด่นไม่แพ้กัน กล้องอีเวนต์ ฮอไรซัน ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 8 ตัวเชื่อมต่อกันทั่วโลก ก็ทำให้เห็นภาพแรกของ “ซาจิทาเรียส เอ สตาร์” (Sagittarius A*) หลุมดำยักษ์ขนาด 43 ล้าน กม. ที่อยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ก่อนหน้านี้หลุมดำดังกล่าวเป็นเพียงการตีความ และสร้างจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์เท่านั้น...ตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าหลุมดำนี้มีอยู่จริง! ภาพใหม่ดาวพฤหัสบดีจากกล้องเจมส์ เวบบ์ หลุมดำ Sagittarius A* Credit : EHT Collaborationงานของฝั่งนาซาและพันธมิตรในปีนี้ยังคงแวววาว ทั้งความสำเร็จในการทดสอบเทคโนโลยีการป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก กับภารกิจ “ดาร์ท” (Double Asteroid Redirection Test–DART) ที่ส่งยานอวกาศไปพุ่งชน “ดิมอร์ฟอส” (Dimorphos) ดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่าสนามฟุตบอล อยู่ห่างโลกราว 10 ล้านกิโลเมตร ดาวเคราะห์น้อยนี้เป็นบริวารของดาวเคราะห์น้อย “ดีดิมอส” (Didymos) แต่ระบบดาวแห่งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อโลก ทว่าเป็นเพียงสนามทดสอบเท่านั้น ซึ่ง 2-3 สัปดาห์หลังการชนนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้อง โทรทรรศน์ภาคพื้นดิน ศึกษาการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดิมอร์ฟอส พบว่าลดลง 32 นาที ซึ่งเกินการคำนวณไว้ 10 นาที...นี่จะเป็นโมเดลที่นำไปสู่การออกแบบวิธีรับมือกับดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสพุ่งชนโลกในอนาคต DART Credits : NASA/Johns Hopkins, APL/Steve Gribben ยานโอไรออนบินผ่านดวงจันทร์ส่วนอีกโปรเจกต์ที่ต้องลุ้นกันอยู่หลายรอบก็คือการปล่อยจรวด “เอสแอลเอส” (Space Launch System–SLS) มีน้ำหนัก 2.6 ล้านกิโลกรัม มีความสูงเทียบเท่าเทพีเสรีภาพ ที่องค์การนาซาคุยว่าทรงพลังที่สุด หลังถูกเลื่อนไป 2 หนเพราะปัญหาทาง กลไก การรั่วไหลของเชื้อเพลิงเหลว และสภาพอากาศ ในที่สุดจรวดเอสแอลเอสก็ประสบความสำเร็จพุ่งสู่อวกาศเมื่อ 16 พ.ย. ซึ่งนำส่งยานอวกาศโอไรออน (Orion) ไปโคจรรอบดวงจันทร์และยานแคปซูลของยานโอไรออนก็กลับมาถึงโลกแล้วเมื่อ 12 ธ.ค. ทั้งนี้ “เอสแอลเอส” อยู่ภายใต้ภารกิจ “อาร์ทิมิส 1” (Artemis I) ที่ยังเป็นเพียงเที่ยวบินทดสอบ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นแรกของปฏิบัติการที่จะหวนพานักบินอวกาศกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้หรืออาจไปไกลถึงดาวอังคาร...ก็ต้องลุ้น! Tiangong Credit : China Manned Space Agency กาแล็กซีล้อเกวียนจากกล้องเจมส์ เวบบ์ “Pillars of Creation” ส่วนหนึ่งของเนบิวลานกอินทรีย์จากกล้องเจมส์ เวบบ์และท้ายสุดที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ ก็คือความก้าวหน้าสุดไฉไลของวงการอวกาศ “จีน” พวกเขามีภารกิจต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่ยังคงต้องสานต่อ ที่ถูกจับตาอย่างมากก็คือการสร้าง “สถานีอวกาศเทียนกง” (Tiangong) ที่มีความหมายว่า “พระราชวังแห่งสวรรค์” ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังโมดูล “เมิ่งเทียน” (Mengtian) ที่เป็นโมดูลที่ 3 ส่วนสุดท้ายถูกส่งขึ้นไปประกอบสร้างกับโมดูลอื่นๆที่ถูกส่งขึ้นไปก่อนหน้า อย่างโมดูลหลัก “เทียนเหอ” (Tianhe) และ “เวิ่นเทียน” (Wentian) นอกจากนี้นักบินอวกาศจีนทั้งหญิงและชายก็เดินทางออกไปปฏิบัติภารกิจนอกโลกกันช่ำชองอย่างไรก็ตามความสำเร็จอันโดดเด่นของจีนในด้านกิจการอวกาศ ก็นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายสิ่งโดยเฉพาะเรื่องของซากจรวดที่ใช้แล้วตกลงสู่พื้นโลก เช่น ตกลงไปในน่านน้ำของมหา สมุทรแปซิฟิกและในดินแดนของประเทศอื่น นี่โจทย์ที่พญามังกรต้องแก้ไขและจัดการ เมื่อพวกเขาวางก้าวย่างของแผนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศอย่างเต็มภาคภูมิ.