เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้จัดพิธีรำลึกอดีตผู้นำสูงสุดคิม จอง อิล ที่ถึงแก่อสัญกรรมขณะอายุ 70 ปี เมื่อปี 2554 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาและส่งผลให้นายคิม จอง อึน ลูกชายก้าวขึ้นสู่อำนาจในฐานะผู้นำสูงสุดลำดับถัดไป โดยในกรุงเปียงยางได้มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัย พร้อมลดธงชาติครึ่งเสา ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต่างมาร่วมคำนับที่จัตุรัสกลางกรุง พร้อมวางช่อดอกไม้แสดงความเคารพท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บทั้งนี้ สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือกล่าวชื่นชมว่า ผู้นำคิม จอง อิล เป็นอดีตผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ และพร้อมจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนแสดงความจงรักภักดีกับนายคิม จอง อึน บุตรชายของอดีตผู้นำคิม จอง อิล และช่วยกันทำให้พรรคเข้มแข็ง โดยมีนายคิม จอง อึน เป็นจุดศูนย์กลางขณะที่สื่อตะวันตกหลายสำนักรายงานว่า นายคิม จอง อิล ได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากนายคิม อิล ซุง บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ เมื่อปี 2537 ซึ่งถือเป็นยุคของการกดขี่และการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งในช่วงนั้นเกาหลีเหนือได้ประสบปัญหาอาหารขาดแคลนอย่างหนัก จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประกอบกับนายคิม จอง อิล ได้ตัดสินใจใช้นโยบายกองทัพมาก่อน ให้ทหารเป็นศูนย์กลางของสังคม เร่งพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ไปจนถึงความทะเยอทะยานที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็มีความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแกซอง เพื่อพัฒนาร่วมกับเกาหลีใต้ข่าวพิธีไว้อาลัยครั้งนี้ยังมีขึ้นหลังจากเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือได้พยายามยกสถานะผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ให้หลุดพ้นจากเงาของปู่และบิดา ด้วยการเชิดชู “อุดมการณ์คิม จอง อึน” พร้อมมีรายงานการปลดรูปของสองอดีตผู้นำสูงสุด คิม อิล ซุง และคิม จอง อิล ออกจากสถานที่ราชการวันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานด้วยว่า การบริหารประเทศของนายคิม จอง อึน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีการปราบปรามอย่างหนักเรื่องการลักลอบหลบหนีออกนอกประเทศ โดยกลุ่มเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้เปิดเผยว่า จากปกติแล้วจะมีชาวเกาหลีเหนือลักลอบออกนอกประเทศในช่วง 1 ไตรมาส จำนวนหลายร้อยคน แต่จากการเปิดเผยของกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ปรากฏว่าตลอดปีนี้มีชาวเกาหลีเหนือลักลอบเข้ามาในเกาหลีใต้เพียง 2 คน ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างช่วงเดือน เม.ย. ถึง มิ.ย.