เป็นวังวนแห่งความรุนแรงที่ยากจะจบสิ้น สำหรับปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “เยรูซาเล็ม” ระหว่างอิสราเอลกับ ปาเลสไตน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกก็ได้เป็นสักขีพยานการต่อสู้ครั้งใหม่ของสองฝ่าย ที่ถือกันว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 7 ปี ซึ่งมีชนวนมาจากการที่กลุ่มชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในย่านชีค จาร์ราห์ ทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม ถูกขู่ไล่ที่เนื่องด้วยศาลอิสราเอลเคยตัดสินให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นของชาวยิว จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องความคับแค้นที่ถูกเอาเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งถูกบีบคั้นหนัก หลังชาวปาเลสไตน์ถูกสลายการชุมนุมตลอดช่วงเดือนรอมฎอน แต่ฟางเส้นสุดท้ายดูเหมือนจะมาจากการที่สถานการณ์ลุกลามเลยเถิด มีรายงานเจ้าหน้าที่ยิวใช้แก๊สน้ำตา ระเบิดสต๊ัน ภายในมัสยิดอัล-อักซา หนึ่งในสถานที่สำคัญทางศาสนาสุดท้ายกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ กลุ่ม “ฮามาส” ในภูมิภาคประกาศยื่นคำขาดแก่ทางการอิสราเอลให้ถอนเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และถอนตัวออกจากเขตชีค จาร์ราห์ ก่อนตัดสินใจกระหน่ำยิงจรวดมิสไซล์ใส่อิสราเอลแบบไม่เลือกเป้า รวมแล้วมากกว่า 1,700 ลูก ท้องฟ้ายามค่ำคืนของอิสราเอลสุกสว่างไปด้วยไอพ่นของจรวดฝ่ายฮามาส และจรวดป้องกันขีปนาวุธ “ไอเอิร์น โดม” ของฝ่ายอิสราเอลขณะที่อิสราเอลอ้างว่า ระบบป้องกันดังกล่าวสามารถยิงสกัดจรวดของฮามาสได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และเปิดฉากเอาคืนส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ฉนวน “กาซา” พื้นที่อิทธิพลหลักของฮามาส ทางภาคใต้ของอิสราเอลไปจนถึงการยิงสนับสนุนจากหน่วยปืนใหญ่ และเรือลาดตระเวน เป้าหมายเพื่อทำลายศักยภาพทางการรบของฝ่ายฮามาส และทำลายอุโมงค์สำหรับส่งนักรบแทรกซึมเข้ามาในดินแดนของอิสราเอลประกอบกับที่เมืองลอดในภาคเหนือของอิสราเอล ก็เกิดเหตุคนยิวกับคนเชื้อสายอาหรับรุมทำร้ายกันแบบทีใครทีมัน ลุกลามกลายเป็นเหตุจลาจล จนสหประชาชาติต้องออกโรงเตือนสติให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้น เพราะมองดูสถานการณ์แล้ว ภาพสงครามเต็มรูปแบบเหมือนจะใกล้เข้ามาทุกขณะ อย่างไรก็ตาม ดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว ก็สามารถฟันธงได้เลยว่า สงครามเต็มรูปแบบนั้นยากยิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะฮามาสก็ไม่สามารถปะทะแบบเปิดหน้าชนกับอิสราเอล เนื่องจากมีกำลังคนละชั้น ต้องใช้วิธีป่วนลอบกัด ยิงจรวดใส่ให้อิสราเอลผลาญงบจรวดไอเอิร์น โดม ไปเรื่อยๆ ในราคานัดละ 80,000 ดอลลาร์ สหรัฐฯ หรือราว 2.4 ล้านบาทส่วนอิสราเอลเอง ก็ไม่อยากส่งกำลังเข้าไปปราบกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ยึดพื้นที่ได้ก็เพียงชั่วคราว สุดท้ายก็ต้องถอนตัว แถมได้กาซามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง หรือทำให้อิสราเอลเจริญขึ้น แถมระหว่างนั้นยังต้องรับมือการศึกใต้ดิน ลอบยิง ลอบวางระเบิด หากตอบโต้ก็อาจมีพลเรือนโดนลูกหลง ถูกนานาชาติ กลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามเหมือนบทเรียนจากการส่งทหารเข้าไปคุมฉนวนกาซาชั่วคราวในปี 2557 ปฏิบัติการครั้งนั้นส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 2,251 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 1,462 คน ฝ่ายอิสราเอลมีทหารเสียชีวิต 67 นาย พลเรือน 6 คน ไม่รวมงบประมาณในการเคลื่อนยุทโธปกรณ์อีกมูลค่ามหาศาลเคยมีคำกล่าวว่า “ความวิปลาสคือการทำสิ่งเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา แล้วหวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไป” ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ได้อย่างดี เพราะการปะทะทุกครั้ง จะเป็นลูปตายตัว ยิงจรวด-ตอบโต้-ส่งกำลังเข้าปราม ก่อนจบลงด้วยการหยุดยิง ให้ลมสงบไปสักพัก แล้วค่อยเริ่มกันใหม่ เหมือนแผลเก่าที่พร้อมจะเปิดขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไร บ้างก็รอบปี หรือรอบ 2–3 ปีและที่สำคัญไม่มีใครพร้อมที่จะดำเนินการจริงจัง เนื่องด้วยแนวคิดทางการเมืองสไตล์ซีโร่ซัมเกม ต้องแพ้ชนะกันไปข้าง การเมืองของปาเลสไตน์ขาดความเป็นเอกภาพ รัฐบาลปาเลสไตน์หรือรู้จักกันในนามสภากลางพีแอลโอ (ชื่อเก่าคือองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์)ก็มีจุดยืนต่างกับฮามาสสายฮาร์ดคอร์ ส่วนรัฐบาลอิสราเอลก็ไม่ได้สนใจสันติภาพกับกลุ่มปาเลสไตน์ในขณะนี้ อยู่ระหว่างการเดินสายในภาพรวม ลดความขัดแย้งระดับภูมิภาค เจรจาสันติภาพกับรัฐบาลชาติอาหรับ ที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมาทำสงครามกันมาก่อนเช่นเดียวกับการขับเคลื่อนทางการเมืองของขั้วมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของอิสราเอล ก็ไม่ได้เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพแต่อย่างใด ดูง่ายๆ สมาชิกสหประชาชาติ ยอมรับสถานะของ “รัฐปาเลสไตน์” มีทั้งหมด 138 ประเทศ รวมชาติในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไปจนถึงรัสเซีย จีน แต่คนที่ยังไม่ยอมรับก็คืออเมริกาและพันธมิตรยุโรปตะวันตก อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไปจนถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์กระนั้นงานนี้ใช่จะไร้หนทาง เคยมีการเสนอไอเดียจากศูนย์คาร์เนกีเพื่อสันติภาพในสหรัฐฯว่า ควรให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันเรื่องการสร้างสิทธิและความเท่าเทียมของชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นที่ดี และหากสำเร็จค่อยขยายผลต่อไปเพียงแต่ ความขัดแย้งที่ดำเนินมากันระดับร้อยปี ความสูญเสียและความขุ่นเคืองที่สืบทอดกันมาเป็นเจเนอเรชัน มันยากที่จะลืมเลือนกันได้ง่ายๆก็เท่านั้นเอง.วีรพจน์ อินทรพันธ์