“ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจ ที่ตลอดรัชสมัยของข้าพเจ้า ไม่มีเหตุสงครามใดๆเกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่น กระนั้น พวกเราต้องไม่ลืมว่าเรามีชีวิตสงบสุขกันได้อย่างทุกวันนี้ เพราะคนรุ่นก่อนเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศ และเราจะส่งต่อเกียรติภูมินี้ไปยังคนรุ่นหลัง ทั้งนี้ นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ขณะพระชนมพรรษา 55 พรรษา ข้าพเจ้าพยายามค้นหาความหมายของการเป็นพระจักรพรรดิที่ดีเสมอมา และขอขอบใจสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ตลอดจนประชาชนชาวญี่ปุ่นทุกคนที่เป็นแรงสนับ สนุนเรื่อยมา”...สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น มีพระราชดำรัสอำลาประชาชนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความตื้นตันพระราชหฤทัย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2018 ท่ามกลางความปลื้มปีติและจงรักภักดีของพสกนิกรนับแสนที่มารอเฝ้าฯรับเสด็จเพื่อถวายพระพร บริเวณหน้าพระราชวังอิมพิเรียล แม้ตลอด 3 ทศวรรษของการครองราชย์ “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ” จะทรงดำรงสถานะเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งรัฐ และพระมหากษัตริย์ที่อยู่เหนือการเมือง ตามบทบาทของประมุขสมัยใหม่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มิได้รับการเชิดชูประหนึ่งสมมติเทพเฉกเช่นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ก่อนๆ กระนั้น พระองค์ก็ทรงใช้พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์และความห่วงใยที่มีต่อพสกนิกรญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย จนได้รับการยกย่องให้เป็น “กษัตริย์ผู้เป็นมิ่งขวัญและกำลังใจของประชาชน” มีปรากฏการณ์มากมายเกิดขึ้นในรัชสมัยของ “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ” จนอาจกล่าวได้ว่า ทรงเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้นำชาติไปสู่ความทันสมัยอย่างแท้จริง” โดยทรงเข้าถึงประชาชนใกล้ชิดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการเสด็จออกเยี่ยมเยือนประชาชนทั่วทุกภูมิภาค นอกจากจะไม่เหลือลักษณะของสมมติเทพแล้ว ทั้งองค์จักรพรรดิและจักรพรรดินี ยังทรงอ่อนน้อมไม่ถือพระองค์ มีรับสั่งถามไถ่ทุกข์สุขราษฎรอย่างเป็นกันเอง สื่อแดนอาทิตย์อุทัยยังยกย่องให้ทรงเป็น “สัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ยุคใหม่ และความเป็นประชาธิปไตยของญี่ปุ่น” หลังจากทรงตัดสินพระทัยฝืนม่านประเพณีอภิเษกสมรสกับหญิงสามัญชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชวงศ์เบญจมาศ ท่ามกลางเสียงทัดทานอย่างหนักจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงและข้าราชสำนักหัวอนุรักษ์ โดยยุคนั้นถือเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดงานอภิเษกสมรสของพระราชวงศ์ชั้นสูงสู่สาธารณชน ปลุกกระแสความนิยมของราชวงศ์อิมพิเรียลให้คึกคักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และทำให้ประชาชนสนใจติดตามใคร่รู้ความเป็นไปของคู่ขวัญราชวงศ์ยุคใหม่ ผู้สร้างตำนานรักแท้ในสนามเทนนิสเหนืออื่นใดแล้ว “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ” ยังทรงเป็น “สัญลักษณ์แห่งความสงบและสันติ-สุขของญี่ปุ่น” โดยตลอดรัชสมัยของการครองแผ่นดินเป็นพระจักรพรรดิองค์ที่ 125 ได้แสดงบทบาทในฐานะ “ศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ” ทุกครั้งที่ญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติและโศกนาฏกรรมใหญ่ๆ องค์พระจักรพรรดิและจักรพรรดินีจะต้องเสด็จไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจราษฎรผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เอง ส่งผลให้ทรงเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของพสกนิกรทั้งประเทศและเนื่องจากทรงเกิดมาในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ซึมซับถึงความเจ็บปวดและความ สูญเสียอย่างมหันต์จากการรุกรานประเทศต่างๆของญี่ปุ่น ทุกครั้งที่มีโอกาส “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ” จะมีพระราชดำรัสแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อการสูญเสียของทุกฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ เฉกเช่นเดียวกับการเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของญี่ปุ่นที่ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติในรอบ 200 กว่าปี ก่อนอำลาประชาชนในวันสุดท้าย “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ” ทรงให้ความมั่นพระทัยว่า การผลัดแผ่นดินส่งไม้ต่อให้รัชทายาทรุ่นใหม่ “เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ” ได้ขึ้นเถลิงราชสมบัติ เปลี่ยนศักราชใหม่จาก “เฮเซ” สู่รัชสมัย “เรวะ” ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ จะดำเนินไปด้วยความราบรื่นไร้กังวล โดยทรงเชื่อมั่นว่า “เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ” รัชทายาทอันดับหนึ่ง และ “เจ้าฟ้าชายอากิชิโน” รัชทายาทอันดับสอง ทรงสั่งสมประสบการณ์การปฏิบัติพระราชกรณียกิจมายาวนาน เจ้าชายทั้งสองพระองค์จะทรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของราชสำนักไว้ได้ ขณะเดียวกัน ก็สามารถก้าวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างทันท่วงที พร้อมสืบสานพระราชภารกิจในฐานะศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ ซึ่งองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงวางรากฐานไว้เป็นอย่างดี.ทีมข่าวหน้าสตรี