คนส่วนใหญ่อยากมีชีวิตที่ดีและมั่งคั่ง แต่พวกเขากลับใช้เวลาไปกับการพร่ำบ่น วิพากษ์วิจารณ์ เหน็บแนม และนินทาว่าร้ายคนอื่น การกระทำเช่นนี้มีแต่จะขับไล่ความสุขความมั่งคั่งให้พ้นไปจากตัวเชื่อไหมว่า แค่บ่นน้อยลงวันละนิด...ชีวิตจะเปลี่ยนมหาศาล นักเขียนนักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดังของอเมริกา “วิล โบเวน” ก่อตั้งองค์กร “A Complaint Free World” เพื่อสร้างสังคมปลอดเสียงบ่น เสียงนินทาว่าร้าย เขารณรงค์ไปทั่วโลกให้คนใส่สายรัดข้อมือเพื่อเตือนสติตัวเอง โดยทุกครั้งที่เริ่มคันปากบ่นอะไรออกมา หรือพูดจาเหน็บแนมใคร ก็ให้ถอดริสต์แบนด์สลับข้างใหม่ ทำต่อเนื่องติดกันให้ได้ 21 วัน รับรองว่าจะหายจากโรคปากเสีย และกลายเป็นคนใหม่ที่มีความสุขกว่าเดิมนิสัยขี้บ่นถูกบ่มเพาะขึ้นมาอย่างไร “ดร.โรบิน โควาลสกี้” แห่งมหาวิทยาลัยเครมสัน อธิบายว่า คนเรามีเหตุจูงใจให้ต้องบ่น 5 ประการ สรุปเรียกว่า G-R-I-P-E โดย G มาจาก Get attention บ่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ, R คือ Remove responsibility บ่นเพื่อปัดความรับผิดชอบ, I ย่อจาก Inspire envy บ่นเพื่อให้คนอิจฉา ยกตนข่มท่าน, P คือ power บ่นเพื่อสร้างอำนาจให้ตัวเอง ดิสเครดิตคนอื่น และ E ย่อมาจาก Excuse poor performance บ่นเพื่อแก้ตัวในความไม่เอาไหนของตัวเองวิธีรับมือกับคนขี้บ่น เพื่อเรียกร้องความสนใจ ประเภทเจอหน้าปั๊บก็ก่นด่าดินฟ้าอากาศ วิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจ ด็อกเตอร์แนะนำว่า พยายามเปลี่ยนหัวข้อพูดคุย โดยให้ถามกลับไปว่า “แล้ววันนี้มีอะไรสนุกๆเกิดขึ้นบ้างล่ะ” แรกๆคู่สนทนาอาจเหวอบ้างแต่พอทำหลายครั้งคนขี้บ่นจะรู้ตัวว่าถ้าอยากคุยกับเราต้องพูดแต่เรื่องราวดีๆสร้างสรรค์ ที่ไม่เป็นมลพิษทางหู เป็นการเตือนสติให้เลิกบ่นพร่ำเพรื่อส่วนนักบ่นที่ชอบกล่าวโทษคนอื่น หรือสิ่งต่างๆรอบตัว เพื่อปัดความรับผิดชอบ เช่น นัดแล้วไปสายก็จะโทษรถติด ทั้งๆที่นอนตื่นสาย หรือทำงานมาหลายปีไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ก็จะก่นด่าบริษัท คนประเภทนี้เปรียบไปแล้วก็ไม่ต่างจากเป็ดง่อย ที่ไร้ความสามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากร้องก๊าบๆแล้วก็พูดว่ามันแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก เจอคนแบบนี้ให้ถามไปเลยว่า “แล้วถ้าเป็นไปได้ คุณจะทำมันยังไงให้ดีขึ้นล่ะ” ถ้าไม่ได้รับคำตอบนอกจากเสียงบ่น ก็ลองแย็บอีกว่า “ฉันเชื่อว่าเธอจะหาทางทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ” เผื่อนักบ่นขี้แพ้จะฮึดสู้หลายคนบ่นเพื่อให้คนอื่นอิจฉา และพยายามยกหางตัวเองข่มชาวบ้าน เช่น บ่นว่าเจ้านายงี่เง่า เพื่ออวดอ้างตัวเองว่าฉลาดกว่าเจ้านาย หรือบ่นเพื่อนร่วมงานว่าแต่งตัวมอมแมม เพื่อยกตัวเองว่าฉันสวยเลิศ การจะดัดนิสัยพวกหลงตัวเอง และชอบดิสเครดิตคนอื่น ต้องชมพวกเขาในทางตรงข้ามกับความจริง เช่น ถ้าได้ยินใครบ่นว่าคนอื่นทำตัวเสียงดังไม่เรียบร้อย ก็ให้ชมนักบ่นว่า เธอวางตัวเก่งมีมารยาทดีจริงๆ นักบ่นประเภทนี้จะรู้สึกอิ่มกับคำชมที่กระหายอยาก และเลิกแขวะชาวบ้าน เพราะที่บ่นมาทั้งหมดก็หวังยกตัวเองให้สูงกว่าคนอื่นนักบ่นที่ไม่ควรตอแยด้วยคือ นักบ่นเพื่อสร้างอำนาจให้ตัวเอง สำหรับพวกเขาคำบ่นก็เปรียบเหมือนเงินตราที่ใช้ซื้อหาอำนาจ ในแวดวงการเมืองและธุรกิจ การบ่นเป็นวิธีแสวงหาพันธมิตรสู้กับฝ่ายตรงข้าม เหมือนโยนหินถามทางเพื่อหาแนวร่วม ในระหว่างการแย่งชิงอำนาจ เราจะเห็นการบ่นเพื่อสร้างฐานอำนาจ โดยนักบ่นบ้าอำนาจมักนำเรื่องไม่ดีของคู่แข่งมาบ่นให้คนอื่นฟังเพื่อดิสเครดิต จำไว้ให้ขึ้นใจว่าจงอย่าถือหางข้างหนึ่งข้างใดเด็ดขาด เมื่อพญาช้างสารจะชนกัน หญ้าแพรกอย่างเราควรถอยห่างจะดีที่สุดกรณีเจอคนขี้บ่นเพราะชอบแก้ตัวในความไม่เอาไหนของตัวเอง ให้ถามไปเลยว่า “คราวหน้าจะรับมือยังไง ถ้าเจอเรื่องผิดพลาดซ้ำรอยเดิมอีก” คนเหล่านี้ออกมาบ่นเพราะอยากสื่อว่ามันไม่ใช่ความผิดของฉันที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เปล่าประโยชน์ที่จะเสาะหาต้นตอของความล้มเหลวและตีแผ่ออกมาให้เห็นชัดๆ เพราะคนประเภทนี้ไม่ยอมรับความจริง ชอบหลอกตัวเอง และโทษสิ่งต่างๆรอบตัว แต่ไม่เคยโทษตัวเองถ้าไม่ชอบอะไร ก็เปลี่ยนมันซะ แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็จงมองในมุมใหม่ แล้วเลิกบ่นสักที!!มิสแซฟไฟร์