เปลี่ยนขั้ว-ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด วัย 92 ปี ผู้หวนกลับมาเป็นนายกฯมาเลเซียคนที่ 7 แถลงข่าวที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 11 พ.ค. หลังสาบานตนรับตำแหน่ง 1 วัน โดยเผยว่า สมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน โมฮัมหมัด ที่ 5 พร้อมพระราชทานอภัยโทษให้นายอันวาร์ อิบราฮิม แกนนำฝ่ายค้าน (รูปเล็ก) ที่ติดคุกอยู่โดยทันที (เอเอฟพี)การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซีย เมื่อ 9 พ.ค. “พลิกล็อกฟ้าถล่ม” เมื่อแนวร่วมแห่งชาติ “บาริซาน เนชั่นแนล” (บีเอ็น) ฝ่ายรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ซึ่งมีพรรค “องค์กรสหมาเลย์แห่งชาติ” (อัมโน) ที่กุมอำนาจมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 เป็นแกนนำ พ่ายแพ้ย่อยยับชนิด “หักปากกาเซียน”นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพันธมิตรฝ่ายค้าน “ปากาตัน ฮาราปัน” (สัญญาแห่งความหวังหรือพีเอช) ซึ่งเกิดขึ้นจากการผนึกกำลังแบบเฉพาะกิจระหว่าง “อดีตศัตรู” คือ ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด “เสือเฒ่า” วัย 92 ปี อดีตนายกฯ ผู้กุมอำนาจยาวนานที่สุด 22 ปี กับนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน “ความยุติธรรมประชาชน” (พีเจพี) ผู้กำลังรับโทษจำคุกรอบ 2 ในข้อหาร่วมเพศทางทวารหนัก “ตุ๋ย” ผู้ชายด้วยกันชัยชนะของพีเอชเหนือบีเอ็น ด้วยสัดส่วน ส.ส. ทิ้งห่างระหว่าง 113-135 ที่นั่ง ต่อ 79 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง ทำให้ ดร.มหาธีร์ซึ่งวางมือจากการเมืองไปถึง 15 ปี ได้เป็นนายกฯอีกครั้งในวัย 92 ปี ทำสถิติเป็นผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกทั้งอันวาร์และนาจิบต่างเคยเป็น “ลูกน้อง” ของมหาธีร์ ผู้กุมอำนาจช่วงปี 2524-2546 โดยอันวาร์เคยถูกวางตัวเป็น “ทายาทอำนาจ” ของมหาธีร์ แต่ถูกปลดจาก รมว.คลังและรองนายกฯ ในปี 2541 เพราะขัดแย้งกันเรื่องนโยบายแก้วิกฤติการเงิน “โรคต้มยำกุ้ง” ปี 2540 จากนั้นอันวาร์ก็ถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี ในข้อหารักร่วมเพศและคอร์รัปชัน ซึ่งหลายฝ่ายชี้ว่าเป็นเรื่องการเมือง ถูกมหาธีร์กำจัดหลังพ้นโทษในปี 2547 อันวาร์ก็ตั้งขบวนการ “รีฟอร์เมซี” (ปฏิรูป) และพรรคพีเจพีขึ้น โดยการเลือกตั้งปี 2556 เขานำฝ่ายค้านแย่งที่นั่ง ส.ส.ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้บีเอ็นชนะแต่ได้ ส.ส.แค่ 133 ที่นั่ง มีเสียงข้างมากในสภาไม่ถึง 2 ใน 3 แถมยังแพ้คะแนนเสียงประชาชน (ป๊อปปูลาร์ โหวต) ให้ฝ่ายค้านเป็นครั้งแรก (47% ต่อ 51%)ปี 2558 อันวาร์ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกรอบที่ 2 อีก 5 ปี ในข้อหา “ตุ๋ย” เช่นเดิม ซึ่งหลายฝ่ายชี้ว่าเป็นเรื่องการเมืองอีกแล้ว เพราะนาจิบเห็นว่าเขาเป็นภัยคุกคามอำนาจ โดยอันวาร์มีกำหนดพ้นโทษใน 8 มิ.ย.นี้ส่วนมหาธีร์ยังโจมตีนาจิบไม่หยุดว่าคอร์รัปชัน ใช้อำนาจในทางมิชอบ ทั้งคู่ถึงจุดแตกหักในปี 2555 หลังมีการแฉคดีคอร์รัปชันในกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ “วันเอ็มดีบี” (1MDB) ซึ่งนาจิบก่อตั้งขึ้น โดยสหรัฐฯ ระบุว่ามีการยักยอกฟอกเงิน 1MDB ถึง 4,500 ล้านดอลลาร์ฯ และกว่า 700 ล้านดอลลาร์ฯถูกโอนเข้าบัญชีนาจิบ แต่อัยการสูงสุดกลับเคลียร์ให้ว่าไม่ผิด แม้หลายชาติรวมทั้งสหรัฐฯ สวิตฯ สิงคโปร์ สั่งสอบสวนและอายัดเงิน 1MDB สาบานตน-สมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน โมฮัมหมัด ที่ 5 ทรงมอบสารตราตั้งให้นายกฯ ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด ในพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง เมื่อ 10 พ.ค. ทำให้มหาธีร์กลายเป็นผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลก (เอเอฟพี)มหาธีร์ประกาศตัดขาดกับพรรคอัมโนและตั้งพรรค “เบอร์ซาตู” ขึ้นในเดือน ส.ค.2560 ก่อนไปเจรจารวมพลังกับอันวาร์ และถูกดันให้ขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯ เขาประกาศว่า ถ้าชนะเลือกตั้งจะเป็นนายกฯ แค่ 2 ปี และจะขอพระราชทานอภัยโทษ “ปลดล็อก” ให้อันวาร์ซึ่งถูกห้ามรับตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี เข้ามารับช่วงเป็นนายกฯ ต่อความพ่ายแพ้ของบีเอ็นครั้งนี้ มีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะพิษคดีฉาว 1MDB กับปัญหาค่าครองชีพสูง ซ้ำรัฐบาลยังขึ้นภาษีการบริโภค ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนักอีกปัจจัยคือตัวมหาธีร์เอง ซึ่งบารมียังแก่กล้าในฐานะผู้นำที่เคยทำให้เศรษฐกิจมาเลเซียรุ่งโรจน์ เป็น “เสือตัวที่ 5” แห่งเอเชีย จนสามารถดึงคะแนนเสียงจากทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าชาวมุสลิมมาเลย์ ชนส่วนใหญ่กว่า 60% ของประเทศที่เป็นฐานเสียงหลักของบีเอ็นมาได้มากเกินคาดหมาย แม้ถูกโจมตีว่าเป็น “เผด็จการ” เมื่อผนวกกับฐานเสียงของพรรคพีเจพีของอันวาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและอินเดียชนส่วนน้อย ก็เลยกลายเป็น “2 แรงบวก”ทีมหาเสียงของมหาธีร์ยังใช้ “โซเชียลมีเดีย” อย่างได้ผลยิ่ง ส่งสารเจาะเข้าถึงเขตชนบททั่วประเทศ รวมทั้งรัฐยะโฮร์ ไปจนถึงรัฐซาบาห์และซาราวักบนเกาะบอร์เนียว ฐานเสียงสำคัญของบีเอ็น โดยมุ่งโจมตีความเลวร้ายต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการคอร์รัปชัน และชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยของครอบครัวนาจิบน่าสังเกตว่า บีเอ็นแพ้เลือกตั้งแม้ยังกุมกลไกรัฐในอุ้งมือ อีกทั้งปีที่แล้วรัฐบาลยังแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง ที่เรียกว่า “Gerrymandering” ทำให้ได้เปรียบฝ่ายค้านมาก ในระบบเลือกตั้งแบบ “First-past-the-post” คือพรรคหรือแนวร่วมพรรคใดที่ได้ ส.ส.ในสภามากที่สุดคือผู้ชนะได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดอ่อนของมาเลเซีย เพราะไม่ได้สะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนโดยแท้จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งสกปรกและใส่ร้ายป้ายสีกันดุเดือดที่สุด โดยรัฐบาลบีเอ็นถูกกล่าวหาร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พยายามโกงการเลือกตั้ง ทั้งซื้อเสียง สวมสิทธิเลือกตั้ง โดยบัญชีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนมีชื่อผู้ไม่มีที่อยู่และคนตายแล้วกว่า 2.1 ล้านคน เท่ากับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงถึง 15% รัฐบาลยังจัดการเลือกตั้งในวันพุธแทนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หวังให้คนหนุ่มสาววัยทำงานออกมาลงคะแนนเสียงน้อย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตัวเองเดือนที่แล้ว รัฐสภายังผ่านกฎหมายต่อต้าน “ข่าวปลอม” (Fake news) มีโทษจำคุกถึง 6 ปี ปรับ 5 แสนริงกิต (ราว 4,064,000 บาท) ซึ่งฝ่ายค้านชี้ว่ารัฐบาลหวังใช้ปิดปากสื่อและฝ่ายค้าน ซึ่งมหาธีร์ก็ถูกสอบสวนในข้อหาเผยแพร่ข่าวปลอม หลังเผยว่าเครื่องบินนำตนไปสมัครรับเลือกตั้งที่เกาะลังกาวีถูกก่อวินาศกรรมแม้เล่นสกปรกทุกวิถีทาง...แต่สุดท้ายก็ “เอาไม่อยู่” เพราะประชาชนผู้เป็น “เสียงสวรรค์” ที่แท้จริง ทนความเลวร้ายของขั้วอำนาจเก่าไม่ไหว และต้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นภาระหนักอึ้งของมหาธีร์และอันวาร์ ส่วนนาจิบมีหวังถูก “เช็กบิล” ในคดี 1MDB จนอ่วมแน่!บวร โทศรีแก้ว