กลับมาหลอนกว่าเดิมเพิ่มเติมโหดมาก สำหรับ ปิ่น–ปีญารัตน์ จตุพงษ์ นักแสดงสาวดาวรุ่ง ในภาพยนตร์สยองขวัญแห่งปี “ของแขก 2” จาก M STUDIO และ MONWICHIT เจอฉากโหดๆ ทั้งโดนแช่น้ำตกจนตัวเปื่อย แถมเจอ “งู” วิ่งผ่านหน้าตาเฉย มาเล่นภาคนี้บทหลินมีความแตกต่างภาคแรกยังไงบ้าง “ภาคนี้จะมีความน่ากลัวมากขึ้นมีความสยอง จะมีญินตัวใหม่เข้ามา คือญินคู่แฝดของมนุษย์” มีความท้าทายขนาดไหน “มีความท้าทายค่อนข้างเยอะ ภาคแรกจะโดนผีเข้า แต่ภาคนี้โดนญินเล่นงานต้องเอาชีวิตให้รอด คือเก็บสิ่งที่ไม่กลัวหยิบออกมาจากป่า” จริงๆเป็นคนกลัวผีไหม“เคยเป็นคนกลัวแต่จริงๆกลัวความมืดมากกว่า กลัวสถานที่เพราะไปถ่ายสถานที่จริง แล้วบทค่อนข้างท้าทายและโหดขึ้นเพราะต้องแช่ในน้ำตกทั้งคืน ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเช้าเพราะเราเน้นถ่ายซีนกลางคืน น้ำก็เย็น จนเป็นไข้ จะแช่อยู่ในลำธารตลอด ถ่ายเสร็จปุ๊บเป็นไข้ แต่เหลือหลายซีนอยู่ ใจมันสู้แต่ร่างกายปฏิเสธแล้ว” ต้องมาเล่นหนังที่เป็นตำนานมีเรื่องเล่าเป็นยังไงบ้าง “ตอนที่มาซ้อมที่สตูเรารู้สึกระดับนึง เราจินตนาการภาพภูเขาบูโด พอไปสถานที่จริงน่ากลัวมาก พี่เกรียง (เกรียงไกร มณวิจิตร) บอกว่าอย่าเพิ่งเปิดรูป ห้ามไปเสิร์ชเขาบูโดดู ให้เห็นสถานที่จริงเลยจะได้รู้สึกจริงๆ พอเห็นจริงๆธรรมชาติสวยมาก แต่พอเย็นปุ๊บบรรยากาศน่ากลัวไม่กล้าเดินคนเดียว มืดมองไม่เห็นเลย จินตนาการไปเรื่อยไม่รู้อะไรจะโผล่ตรงไหน ตอนเดินไปจุดถ่ายกับพี่ทีมงานมีคนตะโกนบอกว่างู หนูวิ่งนำทีมงานไปเลย เพราะเป็นคนกลัวสัตว์เลื้อยคลาน มันดึ๋ยๆ วันสุดท้ายถ่ายซีนในป่า กำลังคุยๆกับพี่ชาลีจะเจองูไหม พี่ชาลีบอกเราเสียงดังงูไม่เลื้อยออกมาหรอก ที่ไหนได้วิ่งผ่านหน้าเลย กลัวมากจะเป็นลม” พอเป็นภาค 2 มาพร้อมความคาดหวังของแฟนๆ“อยากทำบทบาทนี้ออกมาให้มันดี คาดหวังความกดดันตรงนั้นมากกว่าแต่ส่วนตัวทำเต็มที่ ทำการบ้านเยอะมาก ถ่ายคลิปส่งให้พี่ๆดูแบบนี้โอเคไหม พี่เกรียง พี่ๆจะหาตรงกลางเราควรเล่นประมาณไหนดี หนูรู้สึกว่าเต็มที่ มีแอบเห็นในห้องอัด ดีนะ ภาพ ความสยองก็น่ากลัวอยู่” ถูกโฉลกหนังผีเหมือนกันนะ “ชอบนะ แต่อยากแสดงหลายๆบทบาทเพราะเราเองก็ใหม่มาก รู้สึกชอบการแสดง การที่เราได้เข้าไปทำความรู้จักตัวละคร ได้รับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา” จากอินฟลูฯสู่การแสดงเป็นนักแสดงเป็นยังไงบ้าง “จริงๆเริ่มจากออดิชันมาเป็นไอดอลมาก่อน เต้นตั้งแต่ 3 ขวบ ไปแข่งเต้นที่อเมริกามา เป็นนักแข่งเต้นมาก่อน จนมีปัญหาเรื่องหัวเข่าก็หยุดเต้นไป แล้วใช้ชีวิตเด็ก ม.ปลาย ต้องบอกก่อนว่าเมื่อก่อนเป็นคนขี้อายมาก ถ้าแสดงต่อหน้าคนเยอะๆ ทำไม่ได้ พรีเซนต์หน้าห้องโนเลย จน ม.5-6 จริงๆความฝันในใจตั้งแต่เด็กคือกามิกาเซ่ อยากเป็นนักร้องไปเรียนร้องเพลงบ้างจนช่วงนั้นก่อนโควิด เพราะจบรุ่นโควิดพอดี มีความคิดอยากเป็นนักร้อง อยากขึ้นคอนเสิร์ต เป็นศิลปิน ไอดอล เป็นเกิร์ลกรุ๊ป ไปออดิชันที่ต่างๆ จนได้มีโอกาสอยู่กับพี่เกรียง ตอนนั้นจะทำเกิร์ลกรุ๊ป พอมาอยู่กับพี่เกรียงให้ไปเรียนร้องเต้น เรียนร้องเพลง การแสดงบ้าง ตอนนั้นโควิดจะทำอะไรค่อนข้างยาก โปรเจกต์เกิร์ลกรุ๊ปเลยยุบไป มีโปรเจกต์ของแขกพอดี เขาให้เด็กๆมาลองแคสต์ดูเลยได้รับโอกาสตรงนั้นมา เลยเปลี่ยนจากสายไอดอลเป็นสายนักแสดง แต่อนาคตถ้ามีโอกาสได้ทำเกิร์ลกรุ๊ปก็ยังอยากทำอยู่ โตขึ้นอายุเราเกินแล้ว ความฝันค่อยๆหายไป ประจวบเราเรียนจบแล้ว หางานทำแล้ว มันลดไป พอมีโอกาสเป็นนักแสดง เรียนการแสดง ครูเห็นศักยภาพในตัวเราว่าทำได้เขาให้โอกาสเราทำให้เราคิดว่าคนอื่นยังมั่นใจในตัวเราเลย เราไปปฏิเสธโอกาสเพียงเพราะเราไม่มั่นใจในตัวเอง เลยลองเข้ามาทำดู ปรากฏว่าจริงๆเราทำได้กลายเป็นความชอบ ทำให้รู้เราก็รักการแสดงเหมือนกัน ได้เจออีกมุมนึงเราก็ทำได้ รู้สึกดีที่เราไม่เลือกปฏิเสธโอกาสจากผู้ใหญ่ไป”.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่