สิ้นสุดการรอคอย พระเอกหนุ่มตลอดกาล ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ตัดสินใจหวนคืนจอ กลับรับงานละครอีกครั้ง กับละครเรื่อง “กัลปาวสาน” ทางช่องไทยพีบีเอส รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเข้าวงการใหม่ๆ พร้อมเคลียร์ปมถูกลดบทบาทในการบริหารงานค่าย BROTHERS Music ที่มีศิลปินคือวง PROXIE ติ๊ก เผยว่า “จริงๆแล้วเคยคิดจะไม่รับงานแสดงอีก เพราะช่วง 3 ปีที่ผ่านมาต้องทำงานหลายอย่าง แต่พอดีจังหวะช่วงนี้มีเวลาว่าง รวมกับบทที่น่าสนใจ เลยตัดสินใจรับละครอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านั้นผมก็ทำโปรเจกต์ The Brothers แล้วก็ทำศิลปินอยู่ พอดีช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีจังหวะว่างบ้างแล้ว และพี่แนทก็ติดต่อมาพูดคุยกัน ผมรู้สึกว่าคอนเซปต์ของผู้กำกับเขาโดนใจผม บวกกับตัวละครที่ผมเล่น ถ้าเกิดเราสวมบทในตัวละครนี้ เราจะสามารถทำมันได้ดีหรือเปล่า ก็อยากจะลองดู ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะได้มีโอกาสกลับมาทำการแสดงอีก แต่เราก็ไม่ได้ปิดโอกาสตัวเอง ผมว่าเรื่องของงานแสดงมันเป็นศิลปะ มันมีการตัดสินใจในหลายๆอย่าง เรื่องของเวลา เรื่องของความรู้สึกของเรา มันมีหลายปัจจัยมากๆ เลยในการตัดสินใจ" ที่ผ่านมามีข่าวเข้าป่าไม่รับงานมันไม่จริง “ไม่หรอกครับ การเข้าป่าถือเป็นวิธีการสื่อสารธรรมชาติเป็นเพราะเราทุ่มเทเวลาให้กับตรงนั้น ถ้าเราพอมีเวลาแล้วติดต่อมาน่าสนใจ จังหวะที่ดีก็น่าจะได้ร่วมงานกัน” ที่บอกต้องเคาะสนิมต้องเคาะเยอะขนาดไหน "เราก็ไม่ได้เป็นนักแสดงที่เก่งอะไรมาก ก็เหมือนกลับมาเริ่มใหม่กับงานใหม่ๆ ผมว่าถ้าเรามีความรู้สึกเหมือนตอนเข้าวงการใหม่จะดีมาก เพราะมันจะทำให้เรามีจุดมุ่งหมายไปสู่การทำอะไรบางอย่างให้เรารู้สึกว่ามันมีความตื่นเต้น มีความแอ็กทีฟ มีความอยาก ผมอยากจะกลับไปให้อยู่ในจุดเริ่มต้น ในทุกๆ เรื่องเราจะคิดแบบนี้ บรรยากาศการถ่ายทำก็มีความคล้ายๆเดิม ส่วนใหญ่คนจะคิดว่าติ๊กเข้าป่าแล้วคงไม่รับงานแสดงอะไรแล้ว แต่จะบอกว่าถึงแม้เข้าป่าก็สามารถติดต่องานได้อยู่ครับ (หัวเราะ)” กับค่าย BROTHERS Music ตอนนี้ได้ข้อสรุปยังไงบ้าง “ตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปหรือข้อตกลง ก็ในกระบวนการต่างๆ อยู่ในชั้นศาลครับ ยังต้องไปขึ้นศาลเรื่อยๆ (หัวเราะ) และก่อนหน้านี้ที่ออกมาพูด ผมคิดว่าเป็นการสื่อสารที่บอกกับทุกๆคน บอกกับแฟนคลับของ PROXIE ด้วย รวมถึงกลุ่มคนต่างๆที่ต้องทำงานด้วยกัน ถามว่าเรื่องนี้กระทบกับน้องๆ PROXIE ไหม คือผมไม่แน่ใจว่าตั้งแต่ปี 68 จนถึงปีนี้ คือผมไม่ได้บริหาร ดังนั้นในเรื่องของแพลนต่างๆ ถ้าเป็นช่วงแรกเราก็พอจะทราบ แต่หลังๆผมก็จะไม่ทราบ แล้ว เอาจริงๆผมไม่เจอน้องเลย แต่ได้ข่าวว่าน้องๆใกล้หมดสัญญาแล้ว แต่มาถึงทุกวันนี้ผมภูมิใจนะครับ ต้องบอกว่าโปรเจกต์นี้คือผมทำทั้งหัวใจของผม เรามีความฝันร่วมกัน แล้วเราก็อยากจะทำให้ความฝันมันไปให้ถึงขีดสุดที่เราจะสามารถทำได้ แล้วในวันนี้น้องๆเป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ แล้วก็มีผลงานที่ทุกๆ คนชื่นชอบออกมาต่อๆมาผมก็ยินดีและก็ดีใจที่ได้เห็นเขา”.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่