ได้เรียนรู้ทั้งความสำเร็จอันล้นหลาม ความกดดัน และการปล่อยวาง ตั้งแต่วันที่ “สัปเหร่อ” ภาพยนตร์ไทยจากจักรวาลไทบ้าน สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ฉีกกฎวงการหนังไทย สร้างซอฟต์พาวเวอร์วัฒนธรรม ความเชื่อในภาคอีสานทะยานสู่ความสำเร็จ กวาดรายได้ทั่วประเทศเกิน 700 ล้านบาทจนมาถึงภาพยนตร์ “สัปเหร่อ 2” ที่หนุ่มไฟแรง “ต้องเต–ธิติ ศรีนวล” ยังคงรับหน้าที่ผู้กำกับและเขียนบทเองทั้งหมด สานต่อเรื่องราวความเชื่อและโลกหลังความตายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรียกทั้งเสียงหัวเราะ สลับกับปาดน้ำตาเข้มข้นกว่าภาคแรก เดินหน้ากวาดรายได้กว่า 300 ล้านบาท เรื่องราวเมื่อ “ยายจ่อย” ถูกฟ้าผ่าตายฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ เหตุการณ์เหนือธรรมชาตินี้ ทำให้ “ธูป” ชายหนุ่มผู้ยังจมอยู่กับความสูญเสียของคนรัก เริ่มเชื่อว่าการกลับมาของยายจ่อยอาจซ่อนความลับของโลกหลังความตายที่เขาเฝ้าตามหามาตลอด ได้ศิลปินหนุ่ม “โจอี้–ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ” แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก นางเอกเจ้าบทบาท อุ้ม–อิษยา ออสุวรรณ, ตาต้าร์–ชาติชาย ชินศรี, เน็ค–นฤพล ใยอิ้ม, เฟิร์ส–ธนาดล บัวระบัติ, ด้งเด้ง–ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร, บุญเทา กัญญะ พิลา รับบทยายจ่อย และนักแสดงอีกคับคั่ง เลยชวนหนุ่ม “ต้องเต” พูดคุยเบื้องหลังความกดดันใน “สัปเหร่อ 2” การได้ “โจอี้ ภูวศิษฐ์” มาคู่กับ “อุ้ม อิษยา” ใน “สัปเหร่อ 2” เป็นอย่างไรบ้าง?“เติมเต็มมากครับ กองสนุกมาก พี่อุ้มเป็นมืออาชีพมาก ถ้าเปรียบกับการสั่งอาหาร เพื่อนๆในกองสั่งก๋วยเตี๋ยวอาจจะได้ผัดกะเพรามา (หัวเราะ) แต่อร่อยนะ แต่พี่อุ้มคือสั่งก๋วยเตี๋ยวก็ได้ก๋วยเตี๋ยวที่ปรุงมาเสร็จสรรพและอร่อย ส่วนโจอี้เขาเป็นเพื่อนผม ผมอยากร่วมงานกับเขามากแต่รอโปร เจกต์ที่ลงตัว ตอนแรกก็กลัว เพราะเขาเป็นศิลปินมหาชน กลัวเอาเขามาฆ่าในหนัง แต่พอคุยกันเขาก็เปิดรับทุกอย่าง” เขาใส่หมดจนบอกว่าเล่นเรื่องนี้แล้วจะไม่รับงานแสดงอีกแล้วเพราะเหนื่อย? “แต่เขาก็ทักมานะว่าอยากเล่นต่อ ติดใจครับ”แก่นสำคัญที่อยากสื่อสารใน “สัปเหร่อ 2” คืออะไร?“คือความหลากอารมณ์ครับ ผมวิเคราะห์ว่าฐานคนดูปัจจุบันสมาธิสั้นลง ชอบเสพคลิปสั้น ผมเลยพยายามให้ในทุก 4-10 นาทีของหนังมีการสวิงอารมณ์เพื่อให้คนยังอยู่กับเรา ยังยิ้มได้ หัวเราะได้ แม้มันอาจจะผิดหลักการเล่าเรื่องไปบ้างแต่ไม่มีถูกผิดครับ ผมแค่ชอบแบบนี้ ถ้าคนดูทัชกับมัน ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ผมว่ามันเป็นหนังที่ใกล้ตัวเรามากๆครับ ความตายมันใกล้ตัวเรามากๆ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้สอนให้คุณเข้าใจความตายแต่มันมีความตายให้คุณได้เรียนรู้ในหนังเรื่องนี้แน่ๆ ก็ลองไปศึกษาดูครับ อาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ อยากให้ลองไปดูก่อน ที่ผ่านมาเราได้ไปออนทัวร์ด้วย วันแรกบางโรงมีคนดูแค่ 3-4 คน คล้ายๆภาคแรก เราก็พอเข้าใจได้ แต่พอวันที่สองวันที่สาม กระแสปากต่อปากเริ่มมา ตะวันออกคนมาต้อนรับอบอุ่นมาก เหมือนเพิ่งรู้ว่า อ๋อ นี่เราเป็นที่รู้จักขนาดนี้แล้วเหรอ ล่าสุดที่ อ.บ่อวิน จังหวัดระยอง ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน เรียกว่าซุปตาร์ห้างแตกได้เลย ได้รับการตอบรับดีมากๆและได้ไปสัมผัสคนดูจริงๆ” ฟีดแบ็กคนดูบอกว่าหนังเล่นกับใจคนดูมาก เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้?“ฟีดแบ็กนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าการรีเสิร์ชและการเรียนรู้ของเราไม่สูญเปล่าครับ ผมอายุยังน้อยในพาร์ตของการทำหนัง พอได้รับฟีดแบ็กแบบนี้มันทำให้ระบบความคิดเราโตขึ้นมาก แม้จะมีคำด่าบ้างเราก็ยอมรับว่าเราคิดได้แค่นี้จริงๆ แต่เราทำเต็มที่แล้ว ผมชอบที่คนในวงการออกมาสนับสนุนกัน มันทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเราไม่ได้แข่งกันอย่างเดียวแต่ช่วยให้คนดูเชื่อมั่นว่าหนังไทยยังไปได้ต่อ” คนชื่นชอบการเขียนบทกระจายน้ำหนักกับทุกตัวละคร? “เพราะผมอยากให้พี่น้องเพื่อนฝูงที่เราดึงมาร่วมงานได้โชว์ศักยภาพไม่อยากทำร้ายเขาโดยการเอาเขามาแล้วไม่ได้โชว์ของครับ”ได้ยินว่าพอหนังเข้า ถึงกับตื่นเต้นจนต้องไปตัดผม ความรู้สึกมันเป็นยังไง?“มันเป็นความลุ้นครับ จนวันที่หนังเข้า มันก็ทั้งตื่นเต้นและกลัวครับ มันกลายเป็นความกลัว และจริงๆมันก็กดดันนะครับ แต่มันก็เป็นความกดดันที่ทำให้เราได้ทำงานที่ท้าทายขึ้นและทำได้เต็มที่มากขึ้น แต่พอทำเสร็จมันเริ่มกลัว เพราะสถานการณ์ต่างๆด้วยครับ สถานการณ์ที่หนังเราจะเข้าฉายมันไม่เหมือนเดิมถ้าเทียบกับภาคแรก ภาคแรกมันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ แต่เรื่องนี้หลักๆเลยคือต้องแข่งกับข่าวสารต่างๆตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง มันไม่ใช่แค่ทำให้หนังสัปเหร่อเรื่องเดียวที่กระทบ แต่มันไปทั้งอุตสาหกรรมเลยครับ” แล้วที่ไปตัดผมคือตัดก่อนหนังเข้าเลย? “ใช่ครับ... (หัวเราะ) มันเหมือนเราหาทางระบายออกครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมเป็นคนตัดผมยากมาก แต่ครั้งนี้ตัดสินใจตัดเลยเพราะมันตื่นเต้น ผมเป็นคนหนึ่งที่เวลาถ้าไม่มีใครมาจับผมหรือมาดูแลมันจะรู้สึกไม่สบายใจครับ จะรู้สึกกังวลว่าคนจะเหม็นเราไหมหรือเขาจะคิดยังไง จริงๆมันกลายเป็นการยึดติดกับสิ่งหนึ่งมากเกินไป ผมก็เลยลองตัดสิ่งที่รัก ลองตัดสิ่งที่หวง และลองตัดสิ่งที่เราไม่สบายใจดู เผื่อมันจะทำให้ความกลัวลดลง มันเหมือนผมเป็นตัวแทนของความยึดติดครับ” ช่วยได้จริงไหม? ปัจจุบันก็ยังถามตัวเองอยู่ครับว่าตัดทำไม (หัวเราะ) แต่มันก็ช่วยนะครับ ช่วยให้เรากล้าที่จะปล่อยวางมากขึ้น พอตอนที่หนังฉายได้ 3 วันแล้วเริ่มแตะหลักร้อยล้านแรก มันก็เริ่มโล่งอกขึ้น ยกความกดดันออกไปได้ครับ วันแรกทั้งทีมงานและผู้บริหารทุกคนใจหวิวมาก เพราะแม้รายได้จะสูงกว่าภาคแรกจริง แต่ตัวเลขเบื้องหลังบ้านมันยังติดลบอยู่ เพราะเราทำการตลาดเองด้วย มันเหนื่อยกว่าการทำหนังหรือการเขียนบททุกอย่างอีกครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัด ต้องมาเรียนรู้เรื่องข่าวสารและการโปรโมตซึ่งภาคแรกเราก็ทำเอง แต่ภาคนี้มันกว้างและยากขึ้น” ทำเกือบทุกหน้าที่ ข้อดีคือทุกอย่างออกมาจากความคิดเรา แต่อีกมุมเรื่องความกดดันล่ะ?“มันเหนื่อยครับ เหมือนแบกบางอย่างไว้ เพราะถ้าหนังไม่ประสบความสำเร็จหรือเจ๊ง คนก็จะเล็งเป้ามาด่าที่ผมคนเดียวได้ เพราะเราเป็นคนกำหนดทิศทางตั้งแต่แรก แต่ความเหนื่อยนี้เราไม่ได้แบกตลอดครับ พอเรื่องนี้จบเราก็วาง ปลอบใจตัวเองว่าให้อดทนก่อน ถ้าเราไม่ทำมันก็ไม่มีใครทำแล้ว ส่วนอุปสรรคต่างๆผมคิดไว้แล้วว่าการทำงานมันต้องเจอ ผมเป็นคนชอบปัญหาด้วยซ้ำ ชอบที่ได้แก้ไปเรื่อยๆ เพราะเราน่าจะได้เรียนรู้จากมัน ถ้าการแก้ปัญหาของเรามันมีขีดจำกัด นั่นก็คือความสามารถและบทเรียนที่จะทำให้เราเติบโตขึ้นครับ”การทำงานภาคนี้ที่มีทีมเวิร์กที่ดีอยู่แล้ว แตกต่างจากภาคแรกยังไงบ้าง?“คือภาคแรกอะ เวลาผมจะไปออกกอง ผมจะร้องไห้ก่อน ผมจะรู้สึกว่ามันจะเหนื่อยอีกแล้ว มันจะร้องไว้ก่อนเลย มันหมายถึงว่าตัวเราเองอยากเคลียร์ตัวเองในแต่ละวัน สมมติเรามีเพลงที่เราฟังแล้วเราร้องไห้ บางสิ่งที่เราดูแล้วเศร้ากับมัน เราก็พยายามดูแล้วเอาอารมณ์นี้ออกมาก่อน พอไปทํางานมันก็ปกติครับ มันเหมือนว่าบางครั้งเราก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ แต่ภาคนี้มันกลายเป็นความอยากออกกองทุกวัน อยากตื่นเช้า อยากไปกองแล้วไม่อยากกลับ อยากคุยอยากนั่น อยากนี่ อยากเดินไปคุยกับนักแสดงคนนั้น คนนี้ มันกลายเป็นผมเพิ่งรู้ว่า อ๋อ ในฐานะที่เราทํางานเป็นผู้กำกับ ซึ่งเราไม่ได้ถนัด เออ สิ่งนี้มันมีความสุขนะ ไม่ร้องแล้วครับ สนุกมาก เพื่อนร้องแทน” คำว่า “ภาค 2” มีผลต่อจิตใจยังไงบ้าง โดยเฉพาะแรงคาดหวัง?“คนดูหนังไทยยังมีความคาดหวังกับภาค 2 สูงมาก ว่าต้องดีกว่าภาคแรก มาตรฐานต้องสูงขึ้น ซึ่งมันกดดันครับ แต่มันก็ท้าทายให้เราอยากเล่นท่าที่ยากขึ้น แต่สำหรับภาคนี้จริงๆผมอยากให้มันเรียบง่ายมากครับ ผมไม่ได้อยากทำอะไรที่พิเศษเกินความสามารถ ผมอยากทำในสิ่งที่ทำได้ ภาค 2 คือความธรรมดาที่ผมอยากจะเล่าต่อเฉยๆครับ สุดท้ายอยากฝากสัปเหร่อ 2 ยังฉายอยู่ครับ อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดครับแต่มันคือหนังที่พวกเราตั้งใจทําในช่วงเวลานั้นที่สุดแล้ว อยากให้กำลังใจมาสนับสนุนหนังไทย อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยบ้าง ถึงมันจะซบเซาไป อยากให้คนดูเปิดใจกับหนังไทยก่อนแล้วไปสนับสนุนกันครับ เราเลือกได้อยู่แล้วว่าเราจะคอมเมนต์ หรือเราจะด่า ดีไม่ดีก็ด่าได้เหมือนเดิม ด่าได้เต็มที่ ชมได้เต็มที่เหมือนเดิมครับ อยากให้เข้าไปดูกัน”.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่