เป็นก้าวสำคัญที่เติบโตในชีวิตการทำงานของศิลปินและนักแสดงมากความสามารถ “บิวกิ้น–พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” (Billkin) ที่เดินหน้า พร้อมต่อยอดแพสชันของตัวเอง กับการออกมาตั้งบริษัทดูแลตัวเองในชื่อ “บิวกิ้น เอนเตอร์เทนเมนต์ (Billkin Entertainment)” นำเสนอผลงานและตัวตนของ “บิวกิ้น” ในด้านผลงานเพลงล่าสุดกับซิงเกิล “กลับมาคบกันเถอะ” (Please Please) เป็นเพลงที่ 2 ในอีพีอัลบั้มก็กำลังติดหูแฟนๆ งานนี้ “บิวกิ้น” เล่าแพสชันกับสิ่งที่กำลังมุ่งมั่นเดินหน้า ณ ตอนนี้ว่า...เล่าถึงเพลง “กลับมาคบกันเถอะ” ให้ฟังหน่อย?“เพลงนี้เป็นเพลงที่ 2 ที่ออกมาทำเองในนามบิวกิ้น เอนเตอร์เทนเมนต์ เป็นแนว Pop & Soul แต่มีกลิ่น R&B ได้พี่แทน ลิปตา มาเป็นโปรดิวเซอร์ เพลงนี้เล่าถึงความรู้สึกของคนสองคนที่เลิกกันไป แต่ว่ายังรักกัน เพลงเลยเล่าว่าถ้าเรายังรู้สึกเหมือนเดิม เราจะเสียเวลาทำไม กลับมาคบกันเถอะ”เพลงนี้เรามีส่วนร่วมยังไงบ้าง? “จริงๆเพลงนี้ผมมีส่วนร่วมตั้งแต่คิดเรื่องที่เล่า คุยกับพี่เบล-สุพล Executive Producer และพี่แทนว่าจะเล่ายังไง มู้ดแอนด์โทนเป็นยังไง การดีไซน์การร้องก็มีครูมาช่วยดูแต่เราก็บอกโจทย์ของเราไป แล้วมาปรับจูนกัน” พอทำเพลงเองมีบทบาทที่เราต้องทำเองเยอะขึ้นมั้ย? “ผมว่าจริงๆการเป็นศิลปินภายใต้ค่ายมันก็จะเหมือนเราทำงานไปขายค่ายว่าเราอยากทำอย่างนี้ๆโอเคมั้ย เห็นตรงกันมั้ย พอเรามาทำเอง เราลงทุน เอง เราทำเอง เราก็ตัดสินใจเอง ทุกอย่างเราต้องสวมหมวกหลายใบ ความชอบความสนุกในการทำ และมองในฐานะของคนลงทุนด้วย เหมือนเรานั่งตบตีกับตัวเอง แต่ก็มีพี่ๆหลายคนที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่อยู่กับค่าย ก็มาทำด้วยกัน และมีทีมใหม่ๆที่ได้เริ่มทำงานด้วยกันก็รู้สึกสนุกมากๆ”การเอาตัวเองไปอยู่ในหลายๆ พาร์ตยากง่ายแค่ไหน? “ผมว่ามันมีหลายๆ อย่างให้เราคิดมากขึ้น แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันได้ดั่งใจเรามากขึ้น เราต้องบาลานซ์ว่าอันไหนมันคือพอดีเหมาะสม” แล้วถ้าบิวกิ้นเจอสถานการณ์อย่างในเพลงนี้ นี่คือวิธีของเราที่จะง้อมั้ย? “น่าจะประมาณนี้ ผมว่ามันก็มีหลายวิธี อันนี้มันก็เป็นวิธีการนึงแต่มันก็ขึ้นกับปัจจัยว่าคนที่เราจะไปง้อเป็นคนยังไง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นยังไง”วางแพลนด้านงานเพลงไว้อย่างไรบ้าง?“แพลนด้านเพลงมันไม่เหมือนงานแสดงครับ ด้านงานแสดงเรารองานที่ใช่ งานเราอยากทำและทีมงานที่อยากทำกับเรา งานเพลงมันเหมือนเราคิดและทำจบ ปล่อยออกมา เราก็จะแพลนทีละอีพี เพลงที่เหลือจะปล่อยห่างกันแค่ไหน แต่ละเพลงเล่าอะไรบ้าง แนวเพลงเป็นยังไง โปรดิวเซอร์ใครมาทำ พอทำงานมาเรื่อยๆเราก็เริ่มรู้ความชอบ รู้ว่าอะไรอันไหนร้องแล้วชอบหรือไม่ชอบ ก็เริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ต้นปีหน้าพอเริ่มปล่อยเพลงที่ 3 เพลงที่ 4 อาจจะเริ่มมีการเล่าภาพใหญ่ว่าเพลงแต่ละเพลงที่ร้อยเรียงกันมายังไง เชื่อมโยงยังไง ค่อยๆเผยไปทีละส่วน” ภาพแรกคนจำเราในฐานะนักแสดงแต่วันนี้ได้พิสูจน์ตัวเองให้คนจำ “บิวกิ้น” ในฐานะนักร้องได้แล้ว?“ก็รู้สึกดีใจนะครับ จริงๆผมไม่ได้มองว่าเราเป็นนักแสดงหรือเป็นแค่นักร้องทำเพลง มุมมองในการทำงานเรามองตัวเองเป็นศิลปินมากกว่า ไม่ว่าเราจะลงไปทำงานอะไร เรามองมันเป็นศิลปะชิ้นนึงที่มีสิ่งที่เราอยากจะถ่ายทอดมันผ่านงานงานนี้ มันเป็นแค่วิธีการหรือสื่อกลางมากกว่าที่มันไม่เหมือนกัน เราก็รู้สึกดีและขอบคุณทุกคนที่เห็นถึงสิ่งที่เราอยากจะสื่อไป เห็นถึงตัวตนของเราที่ลงไปกับงานงานนั้นเพราะเราก็เต็มที่กับทุกงาน ทุกครั้งที่เราทำงานแสดง เราก็อยากเป็นนักแสดงจริงๆในแบบของเรา ทุกครั้งเราทำเพลงเราก็อยากเป็นนักร้องหรือศิลปินในแบบที่เราเป็น”ขึ้นแท่นนักร้องหนุ่มสายละมุน เสียงทำให้แฟนๆเคลิ้ม เห็นคอมเมนต์ต่างๆบ้างมั้ย? “ผมก็จะดูบ้าง แต่จะไม่ได้ดูครบขนาดนั้น จะมีพี่ๆในทีมคอยสกรีนว่าอันนี้เป็นคอมเมนต์ที่เราลองหยิบมาพัฒนามาคุยกัน หรืออันไหนที่เรารู้สึกว่าทำแล้วเวิร์กหรือไม่เวิร์ก มีฟีดแบ็กกันตลอดว่าโอเคมั้ย และเราจะไปทางไหนต่อ”เอาอินเนอร์มาจากไหนเวลาถ่ายทอดเพลงต่างๆ? “เอามาจากตัวเองครับ เวลาเราทำเพลง เรื่องที่เล่ามันก็เป็นเรื่องของเรา ตั้งแต่โจทย์เนื้อหามันเลยอาจจะเข้าไปสู่เพลงได้ไม่ยาก เราแค่ลงไปถ่ายทอดเรื่องราวของเราในวิธีการร้อง ดีไซน์ทุกๆอย่าง เสียงเพลงและภาพ สุดท้ายเรารู้อยู่แล้วว่าเราอยากเล่าอะไร”งานแสดงกับงานเพลงก็ทำได้ดีทั้งสองอย่าง รักอะไรมากกว่า? “รักทั้งสองอย่างเลยครับ เพราะผมว่าเราก็เลือกทำในสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา งานเพลง งานแสดงมันก็เป็นตัวตนจริงๆของเราทั้งสองอย่าง เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ฝืนทำอะไร เรามีความสุขและลงไปทำมันด้วยความภูมิใจและความสุขที่ได้จากการทำงานทั้งสองอย่างมันก็ไม่เหมือนกัน และมันก็ไม่ทดแทนกัน” วันที่เราต้องเซตตัวเองใหม่ มาทำบริษัทดูแลตัวเอง ตอนนั้นมันเป็นยังไง?“ก็ลังเลนะครับ จริงๆมันมีหลายออปชันว่าเราจะไปหาสังกัดอื่นมั้ย พี่ๆผู้ใหญ่ก็มีแนะนำ สุดท้ายเราก็มองว่าวันนี้เราก็มีประสบการณ์ประมาณนึงอาจจะไม่ได้มีเยอะมาก แต่พอเราชัดเจนว่าเราจะทำอะไร ผมไม่อยากมีข้อจำกัดในการทำงานหรือการที่จะลงไปทำอะไรสักอย่างเต็มที่ ผมว่าจริงๆ ด้วยการสนับสนุนจากคนรอบตัว พี่ย้ง-ทรงยศ พี่แทท-รดีนภิส เค้าก็สนับสนุนว่าถ้าทำเองไหวก็ทำเลย มีอะไรก็คุยปรึกษากัน พี่เบล-สุพล ก็เคยทำเพลงมาด้วยกันที่นาดาว มิวสิก ผมรู้สึกว่าผมโชคดีไม่ว่าจะเราจะขาดอะไร เรามีคนคอยช่วยเรา ไปขอคำปรึกษาว่าช่วยมาทำพาร์ตนี้ตรงนี้ให้ได้มั้ย ที่ทำได้ก็เพราะได้รับการช่วยเหลือเต็มที่”การตัดสินใจในทุกงานล่ะ? “เราก็มีความไม่มั่นใจเยอะกับหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ก็ปรึกษาคนอื่นเยอะ สุดท้ายพอมีอะไรที่เป็นแนวว่าไก่หรือไข่ เราก็เลือกไม่ได้เรามองว่าเรารู้สึกกับอะไรมากกว่า เรารู้สึกยังไงเราก็เชื่อ สัญชาตญาณของเราและทำไปตามนั้น มันก็มีผิดพลาดบ้างแต่อย่างน้อยเราก็จะไม่เสียใจ เราก็เลือกตามที่เป็นตัวตนเรา”อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดกับการบริหารบิวกิ้น เอนเตอร์เทนเมนต์? “ณ ตอนนี้เริ่มลงตัวขึ้น พอปล่อยเพลงที่ 2 จัดแฟนมีตติ้งเหมือนเราได้ไปเทกคอร์สว่า การหาโอกาสและหลายๆอย่างมันเป็นยังไง แต่ผมว่าความยากคืองานศิลปินเป็นงานที่มันไม่ได้มีแพตเทิร์นขนาดนั้น มันขยับได้ตลอดเวลา”ภาพจำของเราในการแสดงคือซีรีส์วาย เราจะเปิด โลกการแสดงใหม่ๆให้ตัวเองยังไง?“สำหรับงานแสดงผมมองว่าเป็นงานที่เราไม่ได้ควบคุมได้ขนาดนั้น ผมมองว่ามันเป็นงานที่พอมีโอกาสเข้ามาปุ๊บ เรารู้สึกกับมันมั้ย อยากทำมันมั้ย เราคลิกกับมันมั้ย และงานที่คลิกกับเราจะเข้ามามั้ย ผมมองสิ่งนี้ว่าเป็นแพสชันมากกว่า สนุกแต่ก็เต็มที่จริงจังกับมัน ผมไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะมีโอกาสอะไรเข้ามาขนาดนั้น สำหรับงานแสดง ผมจะใช้ความรู้สึกนำว่าเอ๊ะเราอยากลองอะไร ทำอะไร บางครั้งเวลาคนถามว่าอยากเล่นบทไหน ผมว่ามันยากจริงๆนะ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะมีบทที่เราอยากเล่นเข้ามารึเปล่า ถ้าเจองานที่มันใช่ เราจะอยากทำแล้วใส่เต็มที่เลย อยากทำงานได้หลากหลาย ยิ่งงานอะไรที่อยู่ในมือเราแล้วก็อยากทำ แต่อะไรที่เราไม่อยากทำเราก็อยากลอง”ถามถึงแฟนมีตติ้งเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จ สำหรับเราได้อะไรกลับมาเติมตัวเองบ้าง?“ตอนเริ่มแรกรู้สึกตื่นเต้นกดดันเพราะไม่เคยทำมาก่อน ที่ผ่านมาเราไปอยู่ในพาร์ตเล็กๆของแต่ละงาน อันนี้เราต้องทำทุกอย่าง รันเองหมดเลย ตื่นเต้นครับ ครั้งนี้เป็นตัวตนเราเต็มๆทั้งเรื่องที่เล่า เพลงที่ร้อง เราก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่แต่พอเราได้รับการสนับสนุน ตอนบัตรขายหมดเราก็รู้สึกเติมไฟ คนให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำจริงๆ เราก็เต็มที่ใส่เต็มและก็กดดันด้วยเพราะเราไม่เคยทำ พอเราขึ้นเวทีเหมือนเราปลดปล่อย คนเค้าตั้งใจมาดูเราหลังจากนั้นไม่มีอะไรกดดันแล้ว ทุกคนเติมพลังให้เรา เชียร์อัปเรา ซัพพอร์ตเรา ตอนแสดงผมว่ามันไปเกินกว่าที่เราคิดว่าจะเป็น เพราะเราได้รับพลังงานรอบตัว รอบสองเลยกระโดดขึ้นเวทีเลย เรียกว่าเป็นของขวัญวันเกิด ได้รับพลังงาน ได้รับความรู้สึกดีๆ” กับการยกเค้กมาเซอร์ไพรส์ของพีพี–กฤษฏ์?“ก็มีคิดนะว่าจะมาหรือไม่มา เราก็มีไปดูในห้องแต่งตัวเช็กว่ามารึเปล่า จนผมว่าตอนนั้นมันนาทีสุดท้ายแล้ว ปล่อยใจไปแล้วเค้าก็มา”แฟนๆประทับใจโมเมนต์นั้นของคู่เรามากๆ เห็นฟีดแบ็กแล้วรู้สึกยังไง? “ดีใจครับและก็ขอบคุณ กับพีพีเราโตมาด้วยกันจริงๆ เจอกันมาตั้งแต่ ม.4-ม.5 เริ่มทำงานตรงนี้ด้วยกัน ผมว่ามันมีน้อยมากนะกับคนที่จะมีเส้นทางการทำงานที่เดินไปพร้อมๆกันจริงๆ เข้ามานาดาวก็ใกล้ๆกัน ช่วงพัฒนาศิลปินก็เป็นคนที่ไปเรียนด้วยกันตลอด เราจะเจอแต่ละสเตจของชีวิตไปพร้อมๆกันตลอด เล่นละครรักฉุดใจฯพร้อมกัน เล่นซีรีส์แปลรักฯพร้อมกัน ขึ้นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศพร้อมกัน ปล่อยเพลงใกล้ๆกัน มันก็จะประคับประคองกันไป”วันนั้นน้ำตาแตกทั้งคนให้และคนรับเค้ก? “ทุกๆปีเค้าจะไม่เคยพลาด ทั้งวันเกิดเค้าหรือวันเกิดเรา หรือวันสำคัญของแต่ละคน หรือใครได้รางวัล เราก็จะคอยชื่นชมกันให้คุณค่ากัน และกันตลอด วันนั้นเป็นวันเกิดและเป็นวันที่มีแฟนมีตติ้งด้วย ผมว่ามันก็เป็นวันที่สำคัญมากๆของผมวันนึงและเป็นวันที่มีคุณค่ากับเรา เค้าก็มาร่วมแสดงความยินดี เราก็ประทับใจที่เค้าวางแผนทำนั่นทำนี่ น้ำตาไหลปลื้มใจ มันเป็นระบบออโต้ครับ ถ้ามองหน้ากันแล้วมีใครร้อง มันจะตามกันเลย”ตอนนี้แต่ละคนก็ไปทำงานของตัวเอง บางคนมองว่าจะแยกเส้นทางเดินรึเปล่า?“ผมว่ามันเป็นการเติบโตเดินทางมาจุดหนึ่งมากกว่า พอมันไม่ได้มีโปรเจกต์ใหญ่ๆอย่าง BKPP ตอนนี้ผมก็ทำเพลงอีพีเดี่ยว พีพีเค้าก็ทำเพลงเดี่ยวเหมือนกัน เรื่องงานแสดง พอไม่ได้มีงานมาคู่กันเรื่องของการโปรโมตงานอาจจะไม่ได้ออกคู่กัน แต่มันก็จะมีงานที่ทำให้เราได้เจอกันตลอด อาทิตย์นึงอย่างน้อยเราก็เจอกัน 2-3 วัน ส่วนงานร่วมกันก็อยู่ที่โอกาส ทุกครั้งที่เรากลับมาทำงานกันหรือกลับมาเจอกันมันก็เหมือนเดิม เราก็ไม่ได้ยึดติดว่าต้องทำคู่กันหรือเดี่ยวตลอดไป รู้สึกว่ามันก็ยังมีโอกาสหรือมีอะไรอีกเยอะแยะที่เราอยากออกไปสำรวจมุมอื่นของชีวิตเรา พีพีก็เหมิือนกัน เค้าก็มีทางของเขา อย่างไปปารีส ไปทางแฟชั่นเค้าก็มีความสุขได้เป็นตัวเอง ได้ทำสิ่งที่รัก ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างผมก็จะมีบ้างที่เป็นมุมที่เราชอบส่วนตัว เช่น ไปขับรถไปทำอะไร พีพีเค้าก็อาจจะไม่ได้อินกับการตื่นเช้า ผมว่ามันก็เป็นอีกพาร์ตนึง ของชีวิตแต่ว่าในมุมที่จริงๆเราทำงานมาด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน มันก็เป็นแบบนั้น ผมกับพีพีทำงานกันจนรู้มือแล้วมากกว่า ทุกครั้งที่เรากลับมาทำงานด้วยกันแน่นอนมันสบายใจรู้กันดีอยู่แล้ว สมมติวันนึงพีพีมีงานแสดงอื่นๆกับคนอื่นในบทบาทอื่น เราก็รอชมรอยินดีกับเค้า และวันนึงที่เราไปเติบโตเค้าก็รอยินดีกับเรา ผมว่าแฟนๆก็เข้าใจ สุดท้ายแล้วผมกับพีพี ไม่ว่าจะอะไรยังไง ความ สัมพันธ์มันก็จะอยู่แบบนั้น ผมว่ามันเป็นการเติบโตมากกว่า แฟนๆเค้าก็เข้าใจและสนับสนุนในสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ”ทำงานจนรู้มือแล้วรู้ใจมั้ย?“ก็รู้ครับ ผมว่าในทุกๆแง่มุมนะ อย่างงานแสดง มันเหมือนเราดูอาการเราจะรู้ว่าตอนนี้เค้าโอเคหรือไม่โอเค ซีนที่มันต้องส่งเอนเนอร์จี้ต่างๆ แค่มองกันมันจะรู้ว่าเราจะซิงก์กันยังไง เราจะพากันไปสู่ตรงไหนและความสบายใจเราต้องกล้าที่จะปล่อยตัวปล่อยใจเต็มที่ เราพร้อมเชื่อใจเค้าเต็มที่”แล้วเวลา ออกงานด้วยกันเรารู้ใจว่าอีกคนรู้สึกยังไง? “ผมว่ามันก็ประคับประคองกัน มันจะรู้ว่าทำอย่างนี้เป็นอาการของอะไร”ในอายุ 23 ปีของ “บิวกิ้น” เป็นการเติบโตที่ใหญ่มาก มองตัวเองตอนนี้ว่าเราเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?“ก็เปลี่ยนไปเยอะนะครับ ตัวตนเราไม่ได้เปลี่ยนนะครับ พอเรา เริ่มทำอะไรแล้วเรามีประสบการณ์มากขึ้น บวกกับมีปัจจัยภายนอกที่มันเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราทำและเติบโตมากกว่าที่มันเปลี่ยนไป พีพีก็เหมือนกัน สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนเดิม ใช้ชีวิตคล้ายๆ เดิม แต่เราอาจจะได้รับโอกาสมากขึ้น ได้ทำอะไร ใหม่ๆมากขึ้น ผมว่าแก่นของความเป็นตัวตนเรามันเหมือนเดิม แต่การใช้ชีวิตมันก็เปลี่ยนไปด้วยสถานการณ์ บริบทต่างๆมันก็เข้ามาและออกไปตลอดทาง สำหรับผมตั้งแต่เริ่มทำงานมาถึงวันนี้มันก็เปลี่ยนไปมาก”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย