ไม่ใช่เอาใครมาเป็นหัวหน้านักสืบก็ได้”พล.ต.ท.โสภณ วาราชนนท์ ปรมาจารย์สืบสวนแห่งวงการ ตำรวจพูดเสมอเจ้าตัวถึงตั้งโรงเรียนสืบสวนภาคปฏิบัติเป็น ต้นแบบของนักสืบนครบาล ไว้รองรับปัญหาการขาดแคลนกำลังพลฝ่ายสืบสวนในอนาคต เริ่มตั้งแต่คัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม ที่มีใจรัก เสียสละ กล้าหาญ ฉลาด ความจำดี มีไหวพริบปฏิภาณ มีความคิดริเริ่มที่สำคัญต้องมีอุปนิสัยเข้ากับคนทุกชนชั้นขณะเดียวกัน หัวหน้านักสืบต้องมี “ภาวะเป็นผู้นำ” มีความสามารถเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง กำหนดทิศทางการทำงานนั่งในหัวใจลูกน้องได้ เป็นที่ไว้ใจของผู้ร่วมงาน พร้อมให้คำปรึกษา ถึงต้องเป็นผู้มีประสบการณ์คอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลาเวลาผ่านไป 20 ปี นับตั้งแต่ กองกำกับการสืบสวนเหนือ– ใต้–ธนบุรี แตก เพื่อแยกโครงสร้างใหม่เป็น กก.สส.บก.น.1-9 ปัจจุบันกำลังก้าวสู่ “ยุคเสื่อม” ของนักสืบเมืองหลวงชนวนมาจากการแต่งตั้งโยกย้ายผ่องถ่ายขุมกำลังที่ผิดฝา ผิดตัวชื่อชั้นบรรดา “นักสืบหัวกะทิ” ระหกระเหินกระจายหายไปลงเก้าอี้ไม่ถนัด เหลือพวกเจนจัดผ่านสมรภูมิน้อยเต็มทีที่จะพอนำประสบการณ์มาถ่ายทอดสร้าง “เลือดใหม่” ให้มีวิญญาณกระหายล่าโจรไม่ใช่กระโจนเลือกขย้ำเอาแต่ผลประโยชน์เช่น กองสืบสวนนครบาลแห่งหนึ่ง ลูกน้องพากันอึ้งเจอ “นายคนใหม่” เพิ่งโดน ประทัดไล่ จากถิ่นเก่ากลับมาวางท่า แถม กล้าชี้ไปที่ผังรูปภาพผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ประกาศท้าทายกลางที่ประชุม“ใครช่วยคุณได้ ไปหาเลย...มาวัดกำลังกัน”หลังจะตั้ง ชุดเฉพาะกิจ เฉพาะเก็บ วางเป้าเอายอดกองเงินนอกระบบสมทบ “จ่ายนาย” ตัวเลขหลายหลักต่อเดือน กระเทือนกันทั้งห้องประชุมสุดท้าย ยกหางตัวเอง เก่งกาจเป็นนายตำรวจสืบสวนมือดีจากภูธร ค่อนแคะแขวะอดีตกองสืบสวนเหนือ-ใต้-ธนบุรีว่า วันนี้มีเหลือแค่ชื่อไม่รู้ถือ “ตั๋วดี” มาจากไหนถึงกล้าถ่มน้ำลายละลายตำนานนักสืบเมืองกรุง!!!สหบาท