เมื่อวานนี้ผมนึกครึ้มใจ หวนระลึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังทำงานพัฒนาชนบท จึงเข้าไปเปิดฟังเพลง “ตังเก” ในยูทูบเพลงเพื่อชีวิต ที่ฮิตมากของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วเป็นเพลงในจังหวะ 3 ช่า ร้องก็มัน เต้นก็มัน บรรยายถึงชีวิตหนุ่มอีสานที่ร่อนเร่ทิ้งแผ่นดินอันแห้งแล้งมาเป็นลูกเรือตังเก ย่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ออกจับปลาในทะเลที่ผมชอบเพลงนี้ เพราะเป็นเพลงที่บันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง และตรงกับข้อเท็จจริงอย่างยิ่งเพลงหนึ่งเพลงนี้อัดแผ่น หรืออัดเทปครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2533 อันเป็นยุคที่เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังพุ่งเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่นโยบายของ ป๋าเปรม ที่ริเริ่มไว้ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 5 ด้วยการเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับเกษตรกรรม และการพัฒนาชนบท เริ่มผลิดอกออกผลหลังจากเศรษฐกิจประเทศเกือบทรุดในปี 2527 จนปู่ สมหมาย ฮุนตระกูล ขุนคลังของป๋าเปรมต้องลดค่าเงินบาท และต่อมาป๋าเปรมก็มอบหมายให้ ดร.เสนาะ อูนากูล เลขาธิการสภาพัฒน์ยุคนั้น ร่างแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของแผน 5ภายใต้คำขวัญ “มุ่งประหยัด เร่งรัดนิยมไทย ร่วมใจส่งออก” ในวันปีใหม่ 2528 ที่ป๋าประกาศต่อประชาชนชาวไทยส่งผลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลา 2 ปี หลังลดค่าเงินบาทครั้งใหญ่ และเจริญรุ่งเรืองสืบมาจนถึงยุค น้าชาติ เป็นนายกฯนิตยสาร Times, Newsweek อันโด่งดังในยุคนั้น นำเรื่องราวของประเทศไทยขึ้นหน้าปกฉบับเอเชียคู่กัน และให้นิยามเราว่า “เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย”เมื่อประเทศเข้าสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ก็เกิดโรงงานทั้งใหญ่และเล็กขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่โรงงานทันสมัยจนถึงโรงงาน “ห้องแถว” ที่สมัยนั้นยังไม่มีใครเรียกว่า SMEผมซึ่งทำงานด้านชนบท แต่มีโอกาสได้เข้าร่วมในทีมเฉพาะกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ชุดนี้กับเขาด้วยในฐานะหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับความสำเร็จต่างๆอย่างลึกซึ้งบางครั้งก็ออกไปเยี่ยมไปประเมินผลงานที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยว และภาคการค้าอยู่เสมอๆ ทำให้มีโอกาสซึมซับความสำเร็จด้วยตัวเองทุกโรงงานใหญ่หรือเล็กที่ผมไปเยี่ยมล้วนจ้างคนงานที่เป็นพี่น้องชาวอีสานหรือจากต่างจังหวัดอื่นๆที่ยากจนทั้งสิ้นแม้แต่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลแถวสมุทรสาคร สมุทรสงครามก็ชาวอีสาน รวมถึงในเรือตังเกก็เป็นชาวอีสาน ดังที่ คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ สะท้อนไว้ในเพลงที่ผมถือว่าเป็นเพลงประวัติศาสตร์ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐเล็กๆคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลภาคชนบทผมอดที่จะยิ้มด้วยความดีใจและขอบคุณเพื่อนๆที่ทำหน้าที่พัฒนาด้านอุตสาหกรรม ด้านพาณิชย์ ด้านท่องเที่ยว เสียมิได้เพราะผลงานของเพื่อนๆเหล่านี้ ทำให้เกิดการจ้างงานอย่างใหญ่หลวง และช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้แก่พี่น้องอีสานและเหนือ ที่ผมดูแลอยู่ได้อย่างตรงจุดใครจะไปนึกล่ะว่า อีกไม่ถึง 30 ปีให้หลัง ในขณะที่ประเทศไทยของเรายังเจริญเติบโตต่อไป จากประเทศยากจน สู่ประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง และพยายามจะขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ในเร็วๆนี้แต่หนุ่มสาวในโรงงานและกิจการอีกหลายประเภท ถึง 3-4 ล้านคน ทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานเถื่อน มิใช่หนุ่มสาวชาวไทยเสียแล้ว กลายเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านไปหมดมองอีกมุมหนึ่งก็ต้องถือว่าดี แสดงว่าพี่น้องอีสานและเหนือของเราทุกวันนี้คงไม่ยากจนแล้ว จึงไม่มาทำงานหนักๆอย่างในโรงงานหรือในเรือตังเก กลายเป็นแรงงานจากเพื่อนบ้านเรามารับช่วงแทนแต่ในฐานะนักพัฒนาแก่ๆที่ตกรุ่นไปแล้ว และยังจมอยู่กับอดีตแห่งความภูมิใจว่า สมัยโน้นเราพัฒนาเพื่อคนไทยของเราโดยตรง ไม่มีคนอื่นมาแบ่งปันก็อดที่จะใจหายเสียมิได้ขออนุญาตเปิดเพลง “ตังเก” เพื่อระลึกถึงความหลังอันเต็มไปด้วยความสุขใจอีกสักครั้งก็ละกันครับ.“ซูม”