อาการต่อมฉุนอักเสบกำเริบอีกคำรบตามอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ดูจะหงุดหงิดไปหมดทุกเรื่องฉะบ้าบอคอแตก ตัดบทไม่ให้นักข่าวซักไซ้เรื่องลงสมัครเลือกตั้งแขวะ “ไอ้พวกช่างฟ้อง” ในจังหวะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แตะมือกันสกัดกั้น พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศจ่อฟ้องศาลปกครอง ร้องศาลรัฐธรรมนูญพาลเซ็งไปถึงกรณีที่ศิลปินแห่งชาติทะเลาะกันเพราะปมชนวนมาจากกลอนที่ตัวเองแต่งขึ้น เปรยเป็นเชิงกลุ้มใจจริงๆอยากหยุดพูดสัก 1 เดือน“นายกฯลุงตู่” เหมือนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวแต่เรื่องของเรื่อง มันก็น่าจะเป็นแค่ลีลาเอกลักษณ์ของเอกบุรุษมุกของผู้นำรัฐบาล คสช.ที่ใช้บทหงุดหงิดในการเบรกกระแส เบี่ยงตัวหลบปมร้อนๆที่ไม่อยากตอบคำถามยากๆของนักข่าวเอาเป็นว่า ประเมินกันตามเงื่อนสถานการณ์ตรงหน้า มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องซีเรียสเครียดหนักแต่อย่างใดในเมื่อทุกอย่างมันกำลัง “เข้าทาง” ตามเหลี่ยมที่วางไว้ถึงตรงนี้สังคมส่วนใหญ่รับรู้คำตอบสุดท้ายกันแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสถานะ นายกรัฐมนตรีคนในหรือนายกรัฐมนตรีคนนอก“เลือกตั้ง” หรือ “ลากตั้ง”“นายกฯลุงตู่” คือชื่อเดียวที่ล็อกไว้ในการเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านในระยะ 5 ปีและเจ้าตัวเองก็คงตั้งใจจะโยนหินหยั่งกระแส เปิดทางไว้ แบบที่ตีกรรเชียง เลี่ยงพูดมัดคอตัวเอง โยนสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคตแปลความตามภาษาทางการเมืองแค่นี้ก็ชัดเจนขณะเดียวกันก็เป็นสถานการณ์ของการเดินตามพิมพ์เขียวอำนาจที่ออกแบบกันไว้หลังเลือกตั้งรอบหน้าต้องเป็นรัฐบาลผสม พรรคเล็ก พรรคน้อย แยกกันเดิน เบียดแย่งเสียงจากพรรคเพื่อไทย เก็บแต้มผสมเล็กผสมน้อยอาศัยช่องจากกติกาเลือกตั้งสูตรจัดสรรปันส่วนผสม แล้วมาร่วมกันโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ตามจังหวะที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทยอยลาออกรายวันเพื่อแต่งตัวลงสนามเลือกตั้ง ล่าสุดเหลือทำหน้าที่อยู่ในสภาแค่ 170 กว่าคน“ขุนอาสา” กระจายกำลังออกตั้งป้อมค่ายรวบรวมไพร่พลโดยสถานการณ์ล่าสุดก็เป็นจังหวะขยับของตัวละครดังอย่าง “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่แบะท่าพร้อมคุยกับ สปท.ที่มีแนวคิดจะรวมพรรคเล็กเพื่อลงสนามเลือกตั้งพรรคหนุน คสช.ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์การเมือง “นายกฯลุงตู่” ต้องมีพรรคการเมืองประกบเป็นตัวช่วยประคองเกมในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหลักประกันความปลอดภัยในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณเพราะถึงตอนนั้นเสียงของ “250 ส.ว.สรรหา” เข้าไปอุ้มไม่ได้และที่สำคัญเลย ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนตัวเลขเท่านั้น แต่มันยังต้องมีเรื่องของการ “ล็อกเสียง” คุมเกมโหวตให้อยู่ด้วยโดยรูปการณ์ มันก็โยงไปถึง “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ออกตัวว่า วันนี้ยังไม่คิดโดดลงสนามการเมือง แต่วันข้างหน้ายังตอบไม่ได้แนวโน้มหนีไม่ออกเหมือนกันด้วยคุณสมบัติของผู้มี “บารมี” เหมาะสุดกับผู้จัดการรัฐบาล“พี่ใหญ่” คงหนีไม่พ้นโดนลากมาช่วย “น้องเล็ก” อยู่ดี.ทีมข่าวการเมือง