หมุดคณะราษฎรหรือหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญทำพิธีฝังในยุครัฐบาลทหาร และถูกถอดออกในยุครัฐบาลทหารหมุดใหม่ที่ถูกฝังแทนและหมุดเก่าที่หายไป กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เป็นการย้อนแย้งระหว่าง “ฝ่ายอนุรักษนิยม” กับ “ฝ่ายก้าวหน้า” ซึ่งไม่มีท่าทีที่จะได้ข้อยุติลงได้ง่ายๆและยังหยิบข้อขัดแย้งในอดีตขึ้นมาถกกันใหม่อีกครั้ง ผสมกับความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายสถานการณ์จะพัฒนาไปสู่จุดไหน นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมือง ว่า สมัยก่อนหมุดคณะราษฎรไม่มีคนสนใจเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง “14 ตุลา 16” หรือ “วันมหาวิปโยค”มีการพูดถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองยุค 2475 เป็นอะไรที่ไกลตัวมากข้อเท็จจริงเรานำพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยซ้ำไป มาเป็นคำขวัญ ความว่า“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์”แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้สละอำนาจให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พระองค์สละ อำนาจให้ประชาชนทั้งปวง ถ้าจะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแย่งเอาพระราชอำนาจหรือยึดเอาแต่ฝ่ายเดียว พระองค์รับไม่ได้ ถ้ามีอะไรที่โยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ก็คือเรื่องนี้พอช่วงหลังมีการพัฒนาถึงขั้นที่มีคนมีความรู้สึกว่าปี 2475 สำคัญมากกว่าคนในยุค 20-30 ปีที่แล้วคิด ซึ่งก็คิดได้ พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าช่วงปี 2475 สำคัญอย่างไร อำนาจเป็นของปวงชน แต่อันนี้ตามมาหลังจากที่ประชาชนมีความมั่นใจต่อประชาธิปไตยแบบที่คณะราษฎรและคณะทหารสถาปนาขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งที่คณะทหารฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าและออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตั้งแต่ปี 2475 โดยมีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่คณะทหารตั้งขึ้นมา จนมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ที่ร่างแบบประชาธิปไตย นอกนั้นมีการร่างรัฐธรรมนูญแบบคณะทหารฉีกฉบับเก่าและเขียนฉบับใหม่ขึ้นมาฉะนั้นประชาชนย่อมไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ และเสื่อมความศรัทธาต่อประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย จนกลายเป็นประชาชนสองพวกพวกหนึ่งมองว่าบ้านเมืองหย่อนยานในเรื่องประชาธิปไตย ไปนิยมชมชอบอย่างอื่นแทน ขณะที่อีกพวกมองว่า บ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยแบบปี 2475 และการปกครองแบบคณะทหารมันใช้ไม่ได้ทั้งหมดต้องการฉายภาพให้เห็นว่า ถ้าพูดถึงความขัดแย้งเรื่องหมุดหายและมีหมุดใหม่มาแทนก็สำคัญแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าเนื้อแท้ของการเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ปี 2475มีความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองสลับฉากกันไปมาไม่ใช่เพิ่งเกิดความขัดแย้งเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาแต่เหมือนว่าความขัดแย้งยังเพิ่มมากขึ้น หลังจาก “หมุดเก่า” หาย และมี “หมุดใหม่” เข้ามาแทนที่ ทิศทางปรองดองของประเทศจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร นายเอนก บอกในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญว่า เราต้องรู้ว่าทำอะไรได้แค่ไหนในสถานการณ์หนึ่งถ้าไม่คิดถึงข้อเท็จจริง ก็ได้แต่ร้อง ได้แต่บ่น ได้แต่ผิดหวัง ในสถานการณ์แบบนี้สิ่งที่ทำได้ดีสุดคือ คณะกรรมการพัฒนาการเมืองฯ ทำงานในรูปแบบพหุภาคีพัฒนาการเมือง พรรคการเมือง ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ประกอบด้วย 3 ฝ่ายคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นักวิชาการ และผู้แทนของพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ ซึ่งไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรค แต่มาพูดแทนพรรค การเมืองต่างๆบรรยากาศการพูดคุยครั้งแรกดีมาก นานๆจะเห็นนัก การเมืองจากพรรคต่างๆมานั่งคุยกันดี เป็นบทใหม่ๆของหนังสือที่หวังจะเป็นเล่มใหม่ มาช่วยกันคิดว่าเราจะพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไร ในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นจะต้องมีพรรคการเมือง แม้แต่ในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยังมีพรรคการเมืองฉะนั้นพรรคการเมืองจะต้องคิดพัฒนาตัวเอง น่ายินดีที่นักการเมืองทั้งหลายมีความตั้งใจ มีความพยายามเข้ามามีส่วนในการพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง ยินดีรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและ กกต.เราจะไม่ประชุมบ่อย ขอใช้ช่องทางสื่อสารกันเป็นหลัก ในที่ประชุมจะเน้นความรักสามัคคี ซึ่งคงจะช่วยสร้างความปรองดองให้แก่บ้านเมืองได้บ้าง วันนี้ทุกพรรคคงไม่ขัดแย้งหรือแตกแยก อยากและพร้อมเลือกตั้งตามกรอบของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งวันนี้ต้องเข้าใจว่า คณะทหารที่บริหารประเทศก็เข้ามาแค่ชั่วคราวแต่นักการเมืองจะเป็นผู้เล่นถาวร เข้ามาปฏิรูปบ้านเมืองหลังการเลือกตั้งทีมข่าวการเมือง ถามว่า สังคมกำลังจับตาคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองฯเป็นพิเศษ ที่จะเป็นอีกกลไกหนึ่งนำไปสู่การสร้างความปรองดอง นายเอนก บอกว่า เราเป็นชุดส่งเสริม สนับสนุนให้พรรคการเมืองพัฒนาปรับปรุงตนเอง ปรับปรุงผู้นำพรรค ปรับปรุงสมาชิก ปรับปรุงประชาชนที่แวดล้อมพรรคการเมืองเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่เหมาะสมยิ่งขึ้นอาจจะทำหน้าที่แทนสภาพัฒนาการเมืองที่ถูกยุบไปได้บ้าง อย่างน้อยจะต้องเขียนแผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อให้ กกต. และคณะกรรมการกองทุนพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบระหว่างที่เราทำงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คงพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเสร็จก่อน ก็คงต้องฝากไปถึงคณะกรรมา– ธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองกำหนดถ้อยคำว่า “หน้าที่พัฒนาพรรคการเมือง ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการเมืองฯ” ควรมีเรื่องนี้อยู่ในกฎหมายด้วยขอให้ กมธ.ช่วยพิจารณาตรงนี้หน่อย จะทำให้เราทำงานได้ง่าย พรรคการเมืองจะเข้มแข็งขึ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ กมธ.ว่าจะเห็นอย่างไรในขณะนี้ความขัดแย้งถูกบ่มเพาะจากปมหมุดหาย จะกระทบต่อการสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศอย่างไร นายเอนก บอกว่า ขณะนี้ยังไม่ชัด ยังไม่ ไปพอกพูนเท่าความขัดแย้งที่มีมาแต่เดิมตอนนี้บรรยากาศไม่น่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งมากนักเพราะการเมืองถูกควบคุมได้ ไม่ต้องกังวลใจเกินไปเขาก็มีการส่งข้อความว่าอย่ามากเกินไป เป็นเครื่องเตือนใจถึงความพอดี ความเหมาะสม รู้สึกว่าอะไรที่หนักเกินไป มากเกินไป ฝ่ายหนึ่งจะต้องระวัง ต้องปรับตัว อารมณ์ความรู้สึกระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายก้าวหน้ายังต้องพยายามปรองดองกันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันจักรีที่ 6 เม.ย.60 ซึ่งเป็นวันที่สำคัญของประเทศไทย และในวันนั้นยังมีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สำคัญมาก จะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้าปรองดองกันมากขึ้น ถึงเวลานี้ทุกฝ่ายจะต้องปรับบทบาทและปรับตัวตามโครงสร้างประเทศใหม่แม้แต่ละประเทศจะมีน้ำหนัก มีดุลเชิงโครงสร้างอำนาจประเทศไม่เท่ากัน บางประเทศอำนาจอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร นักการเมือง พรรคการเมือง บางประเทศน้ำหนักอยู่ที่สถาบันหลักอันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องหมุดหาย แต่ทั้งหมดทำให้เราคิดในสิ่งเหล่านี้ต่อ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนถ้าเป็นคนที่ชื่นชอบประชาธิปไตยที่เป็นสามัญชนก็คิดอีกแบบถ้าเป็นพวกที่รักและศรัทธาต่อสิ่งที่เขาศรัทธาก็จะมีความวิตกอย่าลืมว่าสังคมไทยมีคนหลายเฉด หลายมุมแทนที่จะไปคิดว่าเป็นการโต้แย้งจนน่ากังวลขอให้ปรับมุมมองว่าเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดอง.ทีมการเมือง