“กองทหารม้า” (Cavalry) คือกลุ่มทหารที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่เร็วประกอบกับมีอำนาจสูงในการทำลายและข่มขวัญคู่ต่อสู้ ปัจจุบันกองทหารม้าไม่ได้หมายความตรงตัวอีกต่อไปแล้วครับ เพราะยุทโธปกรณ์ที่นำมาใช้สำหรับกองทหารม้าในทุกวันนี้คือ “รถถัง” และพาหนะเคลื่อนที่เร็วต่างๆ ไม่ได้นำม้าจริงๆมาออกรบเหมือนในสมัยดึกดำบรรพ์อีกต่อไปแต่เมื่อย้อนกลับไปในสมัยของอารยธรรมกองทหารม้าหมายถึง ทหารที่ใช้ “ม้า” จริงๆในการออกรบ และส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมี “รถศึกเทียมม้า” (War Chariot) ซึ่งเปรียบเสมือน “แท่นยิงเคลื่อนที่” รถศึกจึงเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลกดึกดำบรรพ์เลยก็ว่าได้ ว่าแต่ปฐมบทของกองทหารม้าในสมัยโบราณจะเป็นอย่างไร ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะพาแฟนานุแฟนตามรอยรถศึกดึกดำบรรพ์ไปด้วยกันครับ ในอดีตม้าถูกเลี้ยงอย่างแพร่หลายในบริเวณที่เรียกว่าที่ราบยูเรเซียน (Eurasian Steppe) กลุ่มชนที่อาศัยในทุ่งหญ้าบริเวณนี้เลี้ยงม้าไว้ไม่ต่างจากแกะหรือแพะ เพราะเขาเอาไว้เป็น “อาหาร” ครับ ไม่ได้เอาไว้ใช้ ลากจูงหรือออกรบอย่างที่พวกเราคุ้นตากันแต่อย่างใดรถศึกจะถือกำเนิดขึ้นมาไม่ได้ถ้ายังขาดหนึ่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก นั่นก็คือการคิดค้น “ล้อ” นั่นเอง นักโบราณคดีเสนอว่าชนโบราณน่าจะคิดค้นล้อขึ้นมาได้เมื่อประมาณ 3,200 ปีก่อนคริสตกาลในดินแดนแถบเมโสโปเตเมีย หรือไม่ก็อาจจะเป็นดินแดนบริเวณทวีปยุโรปแถบแม่น้ำดานูบ (Danube) และนวัตกรรมนี้ก็ได้แพร่กระจายเข้ามาสู่ดินแดนที่ราบยูเรเซียนเมื่อประมาณ 3,100 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อชนเผ่าในแถบที่ราบมีทั้งม้าและล้อ พวกเขาก็ปิ๊งไอเดียที่จะพัฒนาให้เป็นยานพาหนะชนิดใหม่ แต่กว่าที่จะประดิษฐ์รถเทียมม้าได้สำเร็จก็น่าจะปาเข้าไป 2,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้วครับ นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานของรถศึกที่เก่าแก่ที่สุดบริเวณเทือกเขายูรัล (Ural) ซึ่งนั่นอาจจะสื่อว่ารถศึกยุคแรกเริ่มอาจจะถูกสร้างขึ้นในบริเวณพื้นที่แถบนี้ด้วยก็เป็นได้หลายๆท่านอาจเกิดคำถามว่าแล้วชนโบราณจะเอาม้ามาเทียมรถศึกทำไมให้มันยุ่งยาก ในเมื่อการขี่บนหลังม้านั้นน่าจะสะดวกและคล่องตัวกว่ากันเยอะ ตรงนี้นักวิชาการให้คำตอบเอาไว้ว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ที่ในสมัยแรกเริ่มนั้น ม้าที่เลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในแถบที่ราบยูเรเซียนไม่ได้แข็งแรงเหมือนม้าที่เราคุ้นกันในปัจจุบัน ม้าเหล่านี้อ่อนแอเกินกว่าที่จะขี่บนหลังมันโดยตรง แต่หลังจากกระบวนการคัดเลือกสายพันธุ์ (Selective Breeding) อันยาวนาน ก็ทำให้เราได้ม้าที่แข็งแกร่งมาใช้งานในที่สุดแต่จริงๆแล้วรถศึกก็ไม่ได้เทียมด้วยม้าเสมอไปหรอกครับ ภาพสลักในยุคแรกๆจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่ค้นพบบนโบราณวัตถุจากสุสานในนครอูร์ (Ur) ของชาวสุเมเรียนซึ่งมีอายุราว 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ก็ปรากฏภาพของรถศึกในยุคแรกๆด้วยเช่นกัน แต่รถศึกที่แสดงอยู่นั้นไม่เหมือนกับรถศึกที่เราคุ้นเคยกันจากอารยธรรมอียิปต์โบราณหรือชนเผ่าอื่นๆ เช่น ฮิคซอส (Hyksos) หรือฮิตไทต์ (Hittite) ที่เป็นรถศึกแบบสองล้อ เพราะรถศึกของอูร์นั้นเป็นแท่นยิงเคลื่อนที่สี่ล้อ หน้าตาเหมือนเกวียนมากกว่ารถศึก และที่สำคัญก็คือมันเทียมด้วย “ลา” สี่ตัวแทนที่จะเป็นม้าครับ ภาพอายุ 4,600 ปีจากเมโสโปเตเมียนี้ถูกจัดให้เป็นภาพของ “รถศึกยุคแรกเริ่ม” (Proto-Chariot) ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ “ล้อ” ของรถศึกยุคแรกเริ่มนี้แกะขึ้นมาจากไม้แข็งตันทั้งแผ่น ไม่ได้ถูกแกะให้เป็นซี่ล้อ (Spoke) แบบรถศึกในยุคหลังถ้าจินตนาการว่ารถศึกคือรถถัง คำถามคือแล้ว “ปืนใหญ่” ของรถศึกเทียมม้าคืออะไร? การขับรถศึกในสนามรบโดยมีเพียงแค่หอกหรือดาบไม่อาจสร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้มากนัก ดังนั้นปืนใหญ่ที่จะช่วยเสริมพลังให้กับรถศึกเทียมม้าก็คือ “ธนูทดกำลัง” (Compound Bow) มันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในช่วงประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล อาวุธชนิดนี้โหดและทรงพลังกว่าธนูทั่วไปเป็นอย่างมาก มันสามารถยิงเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปถึง 300 เมตรได้อย่างแม่นยำ และสามารถเจาะทะลวงเกราะของศัตรูที่อยู่ห่างออกไปราว 100 เมตรได้อย่างไม่ยากเย็น ถึงแม้ว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับรถศึกดึกดำบรรพ์กันดีจากภาพสลักบนผนังของชาวอียิปต์โบราณ เช่น ภาพจากสงครามคาเดช (Qadesh) ในสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) ที่ออกรบกับฮิตไทต์และจบด้วยสนธิสัญญาสงบศึกฉบับแรกของโลก หรือไม่ก็อาจจะคุ้นเคยกับรถศึกของจริงทั้งคันที่ยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ฝังเอาไว้ในสุสานของพระองค์ และในปัจจุบันก็ยังจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไคโร (Cairo Museum) ทว่าจริงๆแล้วอียิปต์ไม่ใช่อารยธรรมแรกที่คิดค้นรถศึกขึ้นมาได้แต่อย่างใด มิหนำซ้ำพวกเขายังใช้รถศึกช้ากว่าอารยธรรมอื่นๆ อีกด้วย ชาวอียิปต์ผลิตรถศึกโดยลอกเลียนแบบมาจากชนเผ่าฮิคซอสที่เข้ามารุกราน แต่ที่น่าทึ่งก็คือรถศึกของชาวไอยคุปต์นั้นเจ๋งกว่ารถศึกต้นฉบับเสียอีกครับนักโบราณคดีเสนอว่ารถศึกเทียม ม้าสองล้อแบบที่เราคุ้นตากันนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศซีเรียเมื่อประมาณ 1,800 ปีก่อนคริสตกาล และตลอด 400 ปีต่อมามันก็ได้กระจายเข้าไปสู่อารย– ธรรมเพื่อนบ้านในแถบนั้น และชนเผ่าดึกดำบรรพ์ที่ได้รับอิทธิพลนำเอารถศึกเทียมม้าไปใช้เป็นกลุ่มแรกๆ ก็คือชาวฮิตไทต์เมื่อประมาณ 1,700 ปีก่อนคริสตกาล แต่สิ่งหนึ่งบนรถศึกฮิตไทต์ที่แตกต่างจากรถศึกของอียิปต์โบราณอย่างชัดเจนก็คือ จำนวนทหารที่อยู่บนนั้นครับ รถศึกของชาวอียิปต์โบราณโดยทั่วไปแล้วมีทหารเพียงแค่สองนาย นายหนึ่งเป็นพลขับ ส่วนอีกนายหนึ่งเป็นพลธนูที่คอยยิงอาวุธใส่ศัตรู แต่รถศึกของชาวฮิตไทต์บรรทุกทหารสามนาย คนแรกคือพลขับ คนที่สองเป็นทหารที่ถือโล่และถือหอกไว้สองเล่ม ส่วนคนสุดท้ายถือเพียงแค่หอกเล่มเดียวเท่านั้น ทหารสองนายที่ถือหอกจะสวมชุดเกราะที่มีน้ำหนักเบาและสวมเกราะที่ศีรษะ นอกจากหอกแล้วพวกเขาก็ยังมีอาวุธอื่นๆอย่างดาบและคฑาด้วยสำหรับชาวอียิปต์โบราณนั้น รถศึกของพวกเขาดัดแปลงมาจากรถศึกของพวกฮิคซอส แต่ทำให้มันเบากว่าและมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าเป็นอย่างมาก ชาวไอยคุปต์เปลี่ยนตำแหน่งของแกนล้อให้อยู่ในจุดที่ทำให้โครงสร้างแข็งแรงมากขึ้น มีการหุ้มแกนล้อและส่วนต่างๆของรถศึกด้วยโลหะเพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน มีการเสริมปลอกหุ้มทำจากโลหะให้กับชิ้นส่วนที่เป็นไม้เพื่อเพิ่มความแข็งแรง หนึ่งในสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของรถศึกไอยคุปต์ก็คือวิธีการสร้าง “ล้อ” ครับ ล้อรถศึกของพวกเขาไม่เหมือนกับล้อรถศึกยุคแรกเริ่มที่ใช้ไม้ตันทั้งแผ่นมาทำเป็นล้อ แต่ล้อของชาวไอยคุปต์มีซี่ล้อหกซี่ทำให้มันมีน้ำหนักที่เบากว่ากันเยอะเลยครับ ล้อรถศึกของชาวอียิปต์โบราณสร้างจากไม้หลายๆชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกันและเชื่อมกับซี่ล้อด้วยหนังสัตว์ ส่วนซี่ล้อทั้งหกนั้นชาวอียิปต์โบราณจะใช้แผ่นไม้มาดัดให้งอเป็นรูปตัว “วี” (V) ทั้งหมดหกชิ้น ซึ่งกาวที่ชาวไอยคุปต์ใช้ ในการประกอบซี่ล้อเหล่านี้เข้าด้วยกันก็คือ “ลำไส้” ของวัวที่ยังชื้นๆอยู่ และพอแห้งมันก็จะแข็งตัวทำให้ซี่ล้อเหล่านี้อยู่ทรงได้อีกหนึ่งอารยธรรมโบราณที่อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าใดนัก แต่ก็มีการใช้รถศึกเทียมม้าออกรบเช่นกันก็คือ อารยธรรมไมซีเนียน (Mycenaean) ที่รุ่งเรืองอยู่ในประเทศกรีกมาตั้งแต่ 1,600 ปีก่อนคริสตกาล แต่เราไม่ค่อยพบหลักฐานแบบเป็นชิ้นเป็นอันเกี่ยวกับรถศึกของชาวไมซีเนียนมากเท่าใดนักครับ ยกเว้นสิ่งที่พวกเขาจารึกเอาไว้ด้วยอักขระที่เรียกว่าอักษรเรียงแถวบี (Linear B) ซึ่งเป็นอักษรภาพที่ใช้กันในอารยธรรมไมซีเนียนที่แสดงภาพของม้าและรถศึกด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วนักโบราณคดียังค้นพบจารึกที่พูดถึงการสร้างรถศึกและส่วนประกอบต่างๆ เช่น ล้อหรือแกนล้ออีกหลายต่อหลายชิ้นรถศึกของไมซีเนียนนั้นมีซี่ล้อเพียงแค่สี่ซี่เท่านั้น ส่วนทหารที่ประจำการอยู่บนรถศึกมีสองนาย เป็นพลขับหนึ่งนาย และนักรบอาวุธครบมืออีกหนึ่งนาย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือรถศึกของชาวไมซีเนียนนั้นแบ่งออกเป็นสองยุคหลักๆครับ ยุคแรกคือในสมัยช่วงประมาณ 1,550 ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล รถศึกของพวกเขามีลักษณะคล้ายกล่อง (Box-Chariot) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแท่นยิงเคลื่อนที่ในสนามรบ ส่วนในช่วงที่สองคือเมื่อประมาณ 1,300 ถึง 1,200 ปีก่อนคริสตกาล รถศึกก็ได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นเพียงแค่โครงไม้ (Rail-Chariot) ซึ่งมีน้ำหนักที่เบากว่า แต่หน้าที่หลักของรถศึกในช่วงหลังนี้ก็จะเน้นไปที่การขนส่งและเคลื่อนย้ายทหารในสนามรบมากกว่าที่จะเป็นแท่นยิงเคลื่อนที่เหมือนรถศึกในยุคก่อนหน้า ในช่วงประมาณ 900 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพอัสซีเรีย (Assyria) ก็มีการใช้รถศึกเทียมม้าในการทำสงครามเช่นกัน พวกเขาใช้รถศึกเป็นกองทหารจู่โจม ซึ่งภาพสลักที่เราพบในพระราชวังแห่งอัสซีเรียก็มีภาพของรถศึกเทียมม้าปรากฏให้เห็นมากมาย และบางครั้งพวกเขาก็ใช้รถศึกเพื่อแสดงถึงบารมีของกษัตริย์ในระหว่างพิธีกรรมด้วย ตัวอย่าง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือภาพสลักที่ตกแต่งพระราชวังของพระเจ้าอัสซูร์บานิปาล (Ashurbanipal) อายุประมาณ 650 ปีก่อนคริสตกาล จากเมืองนิเนเวห์ (Neniveh) แสดงภาพพระองค์ประทับบนรถศึกเทียมม้าในพระราชพิธี ที่น่าสนใจก็คือมีข้าราชบริพารกางร่มกันแดดให้พระองค์ด้วย!! นอกจากนั้นแล้วรถศึกเทียมม้ายังถูกใช้ในการออกล่าสิงโต ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดฮิตของกษัตริย์แห่งอัสซีเรียด้วยเช่นกันหลังจากประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา การใช้รถศึกเทียมม้าก็เหมือนว่าจะเริ่มหมดความนิยมลงไปเรื่อยๆ หนึ่งในสาเหตุก็คือม้าเริ่มแข็งแรงเพียงพอที่จะให้คนขึ้นไปขี่บนหลังได้เต็มประสิทธิภาพแล้วนั่นเอง ชนเผ่ากลุ่มแรกๆที่เริ่มขี่หลังม้าออกรบคือชาวไซเธียน (Scythian) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในที่ราบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่มีหลักฐานว่าพวกเขาขึ้นขี่หลังม้าแล้วบุกเข้าโจมตีชาวอัสซีเรียเมื่อประมาณศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคเหล็ก อาวุธของกองทหารราบก็เริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการคิดค้นยุทธวิธีการรบใหม่ๆขึ้นมามากมาย เช่น การจัดกระบวนทัพแบบฟาแลนซ์ (Phalanx Formation) ซึ่งเป็นการจัดเรียงแถวหน้ากระดานแบบซ้อนเป็นชั้นหลายๆชั้น ที่เน้นการใช้ทหารราบในการรบมากกว่าทหารม้า ทำให้ความนิยมในการใช้รถศึกเทียมม้าที่เทอะทะค่อยๆลดลงเป็นเงาตามตัวนักโบราณคดีเสนอว่า ชนเผ่าที่ใช้รถศึกเทียมม้าเป็นอารยธรรมสุดท้ายน่าจะเป็นชาวเคลต์ที่ทำการรบกับอาณาจักรโรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ถึงแม้ว่ารถศึกจะหมดความนิยมลงไปแล้ว แต่ “ม้า” ก็ยังคงเป็น กำลังสำคัญที่ถูกใช้ในสงครามต่อเนื่องยาวนานไปอีกเป็นพันปีเลยล่ะครับ.โดย : สืบ สิบสามทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน