ปฏิทินล่วงเข้าเดือนเมษายน ห้วงฤดูร้อนเต็มรูปแบบและว่ากันตามปรากฏการณ์ในอดีตรอบหลายๆปีที่ผ่านมา เหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองมักจะเกิดในเดือนนี้ เดือนที่การเมืองจะร้อนตามอุณหภูมิเป็นห้วงเวลาอาถรรพณ์ เดือนแห่งการพลิกคว่ำพลิกหงายซึ่งโดยรูปการณ์ก็เหมือนจะล้อกับเหตุการณ์ในอดีต กับบรรยากาศกรุ่นๆปมป่วนๆวุ่นๆทางการเมืองในรอบสัปดาห์สุดท้ายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาประเด็นร้อนผุดขึ้นมาเป็นรายวันตามฉากที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้นำหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) ของสำนักงานตรวจสอบภาษีกลาง กรมสรรพากร ประเมินภาษีเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท ไปแปะที่ประตูหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า“อภินิหารกฎหมาย” ไล่ล่าขุมทรัพย์ “นายใหญ่”ไล่เลี่ยๆกัน กสทช.ก็มีมติให้พักใบอนุญาต “วอยซ์ทีวี” ทีวีดิจิตอลเครือข่ายธุรกิจตระกูลชินวัตรเป็นเวลา 7 วัน เนื่องจากมีการกระทำผิดซ้ำซาก ด้วยการเผยแพร่เนื้อหาที่ฝ่าฝืนประกาศ คสช.ยุทธการ “จอดำ” รัฐบาลทหารถอดปลั๊กสื่อยี่ห้อ “ทักษิณ”ต่อเนื่องกันกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติด้วยคะแนนท่วมท้น ถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์-ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ออกจากตำแหน่งจากกรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาว่านายสุรพงษ์ออกหนังสือเดินทางให้กับอดีตนายกฯทักษิณโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นผลให้ถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีระดับแขน ขา คนสำคัญของ “นายใหญ่” ถูกตัดไปอีกหนึ่งในอารมณ์ที่รู้สึกว่า โดนทุบอยู่ฝ่ายเดียวแนวรบด้าน “ทักษิณ” กลับมาปะทุเต็มรูปแบบพร้อมๆกับแนวรบด้านอื่นก็ระอุขึ้นมาเป็นวงล้อมทหาร คสช.ตามภาพข่าวที่นายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เผชิญหน้ากับชาวบ้านกลุ่มต้านในจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะเดินทางมาตรวจสอบพื้นที่เพื่อพิสูจน์ความจริง กรณีบ่อนกาสิโน ด่านช่องสายตะกู ก่อสร้างอยู่บนพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ณ ด่านช่องสายตะกู ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์เหตุการณ์เกือบซ้ำรอยแบบที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. แสดงความเป็นห่วงไว้ล่วงหน้า หวั่นเหตุการณ์ปะทะกับคนในพื้นที่เหมือนกรณีผามออีแดงและถึงแม้นายวีระจะยอมถอยกลับ แต่ “บ่อนกาสิโนปริศนา” ก็ยังเป็นปมคาใจสังคมเป็นกองไฟที่สุมหัวเชื้อไว้รอลมพัดโหมลักษณะเดียวกับปมของ “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ ที่ถูกทหารหน่วยปราบปรามยาเสพติดทำการวิสามัญบริเวณด่านตรวจบ้านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนกระแสลุกลามบานปลาย องค์กรสิทธิฯทั้งไทยและต่างประเทศเคลื่อนไหวกดดันให้ทหารเปิดเผยข้อเท็จจริง เรียกร้องรัฐบาลไทยให้ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และเห็นผลต่อการสังหารครั้งนี้ประจานภาวะเลวร้ายภายใต้ยุคอำนาจพิเศษแนวรบภายนอกภายในจ่อล้อม คสช. ระเบิดการเมืองถูกจุดชนวนขึ้นมาพร้อมๆกันในหลายจุดแต่จุดที่สั่นสะเทือนอำนาจพิเศษมากสุดหนีไม่พ้น ปฏิบัติการโยน “ทุ่นระเบิด” ของ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล คสช.นั่นเองแฉกระบวนการ “ยัดไส้” บรรษัทน้ำมันแห่งชาติตั้งโต๊ะแถลงประจาน “6 บิ๊กทหาร” อยู่เบื้องหลังความพยายามในการแทรกเนื้อหาในมาตรา 10/1 ของร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาวาระที่สองและสามในที่ประชุม สนช.เล่นเอาบิ๊ก คสช.ก้นร้อน นั่งกันไม่ติดด้วยฤทธิ์ของคนฝ่ายเดียวกันเองที่ตะโกนฟ้องปมไม่ชอบมาพากล กระตุกเครื่องหมายคำถาม เร้ากระแสสังคมให้หันมามองรัฐบาลทหารด้วยสายตาหวาดระแวงกระแสแรงแบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์-โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ต้องประกาศเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยืนกรานทหารไม่ยุ่งกับผลประโยชน์พลังงานแน่แต่ตั้งใจทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติในระยะยาวเช่นเดียวกับท่าที “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ปฏิเสธเสียงแข็ง ประเด็นตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้ามาคุมเรื่องพลังงาน ไม่เป็นความจริง คิดกันไปเอง เป็นไปไม่ได้ ทหารไม่มีปัญญาจะทำเวลานี้มาไกลแล้ว และไม่ได้ย้อนกลับไปเรื่องของเรื่อง มองกันตามหลักความเป็นจริง สิ่งที่ พล.อ.ประวิตรพูด และ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันก็คือสถานการณ์ความเป็นไปของธุรกิจน้ำมัน ณ ปัจจุบันของเมืองไทยไม่ว่ามองมุมไหน ทหารก็ยากจะฝืนกระแสได้ตามเงื่อนสถานการณ์มันก็แค่กระตุกภาพปั๊มน้ำมัน “สามทหาร” สร้างความน่ากลัวให้สังคมผวาก็เท่านั้นและถึงที่สุดเลย ที่ประชุม สนช.ได้ลงมติ ผ่านวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ด้วยคะแนน 227 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 3 โดยที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ขอถอนประเด็น “บรรษัทน้ำมัน” ที่กำหนดไว้ในมาตรา 10/1 ออกไป โดยจะให้ไปใส่ในข้อสังเกตแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯแทนผ่าทางตันกันได้ในนาทีสุดท้าย เดินหน้าต่อตามแผนแต่นั่นก็ยังถือว่า “แขวนอยู่บนเส้นด้าย”ตามปรากฏการณ์ป่วนๆไร้ความแน่นอน ทั้งน้ำมัน ทั้งไฟฟ้า ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศไทยที่ต้องสะดุดอยู่เป็นระยะ กับภาวะ “แบ่งเค้ก” กันไม่ลงตัวนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังไม่ไว้วางใจแน่เพราะไม่ชัวร์ว่าจะมีรายการตั้งแง่ล้มโต๊ะ ล้มกระดานกันอีกเมื่อไหร่ตามรูปการณ์อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์เปิดฉากแฉกลับเลยว่า กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) นั่นแหละที่กดดันให้สอดไส้ “บรรษัทน้ำมัน” ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯแถมยังซัดด้วยว่า เอ็นจีโอกลุ่ม คปพ.ใช้วิธีกดดันแบบนี้ ประเทศชาติเสียหาย เสียประโยชน์ และกลุ่มนี้ก็ยึดโยงกับการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ป่วนทุกที่ในเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงานนั่นแสดงว่า ผู้นำรัฐบาลทหารต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามเอ็นจีโอในสายพันธมิตรฯยอมรับเป็นนัยว่า แหยงอิทธิพลของ คปพ.ล้อกับฉากที่เครือข่าย คปพ.นำโดย “เอ็นจีโอตัวแม่” อย่าง น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง นายประกอบ ปริมล เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) แท็กทีมแถลงใหญ่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ขู่คำรามปลุกม็อบบุกล้อมทำเนียบรัฐบาลและยกขบวนม็อบหน้ากาก “นายกฯลุงตู่” ไปกดดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯกันถึงหน้าสภา ท้าทายอำนาจพิเศษ ทั้งเหตุการณ์ม็อบบนถนน และการทำหน้าที่ของ สนช.ในสภาโดยที่ฝ่ายคุมอำนาจ คสช.ไม่กล้าใช้กำลัง “หักดิบ” ทำได้แค่ใช้กฎหมายปรามให้เลิกชุมนุมฟ้องด้วยมาตรฐานเทียบกับอีกฝ่าย แค่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวเปิดตัวหนังสือเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว โดนทหารไล่ตามบล็อกตามสกัดเข้มจนต้องยกเลิกภาพที่สะท้อนออกมามันชัดเจน ม็อบมีเส้นกับม็อบไม่มีเส้นเป็นอะไรที่เคลียร์ไม่ออก กับอาการ “ลูบหน้าปะจมูก” เงื่อนไขผูกพันกับเกมอำนาจที่พึ่งพาอาศัยกันมาทหารไม่กล้าหัก “นั่งร้าน”ตามรูปการณ์ “บรรษัทน้ำมัน” มาตรา 10/1 ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯที่แทบจะไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติ แค่ “ยัดไส้” มาเอาใจเอ็นจีโอสายพันธมิตร ขบวนการที่โค่นอำนาจ “ทักษิณ” ร่วมกันมาเป็นเหลี่ยมกระบวนท่าในการประคองเกมเอาตัวรอดทางการเมืองแต่กลายเป็นหัวเชื้อ เรื่องลุกลามบานปลายใหญ่โตเกือบทำ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯเกยตื้นขยายภาพของกลุ่มผลประโยชน์แฝงในเกมชิงเค้กพลังงานประเทศไทยภาพที่ออกมามันเสียหายแบบที่ประเมินค่าไม่ได้กับภาวะผู้นำทหารที่ไม่กล้าทุบโต๊ะ โชว์ความเด็ดขาดในยุทธศาสตร์สำคัญของชาติ ส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน กระเทือนภาวะการลงทุน“ปมด้อย” อำนาจพิเศษ เสี่ยงทำให้ชาติเสียโอกาส.“ทีมการเมือง”