ขณะที่มีการปราบปรามยาเสพติด ที่ไหลทะลักมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มงวด มีการจับกุมผู้ต้องหา ยึดยาบ้าเป็นของกลางทั้งรายเล็กรายใหญ่ และมีการ “วิสามัญฆาตกรรม” ยิงผู้ต้องสงสัยตาย กลายเป็นข่าวตามปกติ แทบจะไม่มีใครสนใจ แต่การ “วิสามัญฆาตกรรม” นายชัยภูมิ ป่าแส นักเคลื่อนไหวลาหู่ กลายเป็นข่าวโด่งดังไม่ใช่แค่เมืองไทยชัยภูมิเป็นเยาวชนอายุแค่ 21 ปีเป็นนักเรียนชั้น ม. 5 ของ ร.ร.ใน อ.เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เขาเป็นประธานเครือข่ายเยาวชนพื้นเมือง ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถที่จุดตรวจ อ้างว่าพบยาบ้า 2,800 เม็ด จึงจับกุมคนขับรถไว้ ส่วนนายชัยภูมิที่มาด้วยกันวิ่งหนี ถูกทหารไล่ตาม ชัยภูมิเงื้อลูกระเบิดจะปาใส่ จึงยิงป้องกันตัวแต่เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองยืนยันว่า ชัยภูมิเป็นเด็กเรียนดี และไม่เคยเกี่ยวข้องกับอบายมุขใดๆ เป็นผู้นำในการรณรงค์ให้แก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ มีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบคดีนี้อย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ผบ.ทบ.จึงสั่งให้กองทัพภาคที่ 3 ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และสัญญาว่าพร้อมทำความจริงให้ปรากฏต้องขอแสดงความชื่นชมที่กองทัพบกไม่รีบฟันธง ด้วยการปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาในทันที แต่พร้อมที่จะสนับสนุนการตรวจสอบ และฝ่ายตำรวจก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายทหารในทันที ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่าเบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเจ้าหน้าที่ทหาร ในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา เปิดช่องทางให้มีการตรวจสอบทั้งฝ่ายทหารและตำรวจแต่การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียว อาจยังไม่สามารถคลายความข้องใจขององค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนทั่วไป จึงควรให้องค์กรอิสระร่วมตรวจสอบ อาจเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การตรวจสอบเป็นอิสระ เป็นกลาง มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเรื่องที่เรียกกันว่า “วิสามัญฆาตกรรม” คือการยิงผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต โดยอ้างว่าต่อสู้ขัดขืนการจับกุม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ เช่น การซ้อมทรมาน เพื่อให้รับสารภาพ และ “อุ้มหาย” เกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย จนกลายเป็น “จำเลย” ขององค์กรสิทธิมนุษยชนของโลก เช่น สหประชาชาติ และมีเสียงเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนอาจคิดว่า ตนมีทั้งอำนาจและปืนอยู่ในมือ ใช้ยิงผู้ต้องสงสัยได้ มีกฎหมายคุ้มครอง จึงลุแก่อำนาจ และสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน นักสิทธิมนุษยชนบางคนถือป้ายประท้วงว่า “ฉันอาจเป็นเหยื่อวิสามัญ” จึงต้องทำความจริงให้ปรากฏ เป็น “วิสามัญฆาตกรรม” แท้ หรือเป็น “สามัญฆาตกรรม” คือฆาตกรรมธรรมดา.