ผมยังไม่ได้เขียนแสดงความยินดีกับอภิมหาเศรษฐีทั้งของโลกและของประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ประจำปีนี้เลยครับเนื่องจากข้อเขียนของผมเป็นภาษาไทย เขียนให้คนไทยอ่าน ผมก็ขอแสดงความยินดีเป็นการเฉพาะสำหรับอัครมหาเศรษฐีของไทยเราก็แล้วกันได้แก่อันดับ 1 ประเทศไทย และอันดับ 62 ของโลก คุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธาน บริษัทไทยเบฟ ซึ่งมีทรัพย์สินตามที่ฟอร์บส์ประเมินไว้ 15,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 553,000 ล้านบาทอันดับ 2 รองแชมป์ประเทศไทย ซึ่งเป็นอันดับ 132 ของโลก คุณ ธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกัน 9,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 339,500 ล้านบาทและอันดับ 3 ประเทศไทย อันดับ 414 ของโลก คุณ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 4,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136,500 ล้านบาทไทยขออนุญาตเอ่ยถึงเพื่อเป็นตัวอย่างเพียง 3 ท่าน จากจำนวนคนไทย 18 หรือ 19 ท่าน ที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “บิลเลียนแนร์” และทั่วโลกมีอยู่เพียง 2,043 คนเท่านั้นในปีนี้ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า ความร่ำรวยของทุกๆท่านเป็นความร่ำรวยที่อยู่ในทำนองคลองธรรม เกิดจากการทำมาหากินที่เรียกว่า “สัมมาอาชีวะ” และร่ำรวยจากเงินบริสุทธิ์โดยแท้ เพราะผ่านการตรวจสอบแล้วทั้งตลาดหุ้นและระบบภาษีอากร ฯลฯ มาโดยเรียบร้อยการร่ำรวยโดยบริสุทธิ์ แม้จะทำให้เกิดช่องว่างขึ้นในสังคมขนาดไหน ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและควรแสดงความยินดีแก่ผู้ร่ำรวย เพราะเราได้ตกลงกันแล้วว่าจะเลือกใช้ “ระบบเศรษฐกิจเสรี” ในการบริหารและจัดการด้านเศรษฐกิจของประเทศในระบบเศรษฐกิจเสรีนั้น คนเก่งกว่า คนพร้อมกว่า คนมีความรอบรู้มากกว่า หรืออีกนัยหนึ่ง คนที่ “มือยาว” กว่าจะได้เปรียบเสมอครั้นเมื่อได้เปรียบไประดับหนึ่งแล้ว ก็จะเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า “เงินต่อเงิน” คือจะมีความสามารถใช้ความรวยที่มีอยู่สร้างความร่ำรวยได้ต่อไปอีกโดยอัตโนมัติจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระบบนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายแม้แต่สหรัฐอเมริกาประเทศรวยที่สุดในโลก เจ้าตำรับเศรษฐกิจเสรีก็ยอมรับว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก และเป็นปัญหาใหญ่ที่เขาจะต้องดูแลต่อไปอย่างเอาใจใส่ขนาดเขาเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายทุกๆด้านอย่างมีประสิทธิผล ก็ยังสกัดช่องว่างที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจเสรีมิได้เลยจึงไม่แปลกอะไรที่ของบ้านเราจะยิ่งห่างกันเพิ่มขึ้นอีกหลายๆเท่า แต่นั่นก็มิใช่ที่จะเป็นสาเหตุที่เราจะท้อแท้ หรือเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความขุ่นแค้น หรืออิจฉาริษยา เพราะถ้าเราเข้าใจว่าเศรษฐกิจเสรีนิยมมันเป็นอย่างนี้ และผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่ควรที่จะเกิดความท้อแท้หรือขุ่นแค้นใดๆ เนื่องจากเราได้เลือกเดินในทางนี้แล้วซึ่งก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะเคยมีคนตะแบงไปใช้ทางอื่น โดยเฉพาะการใช้ระบบ “สังคมนิยม” ที่เคยฮิตมากในยุคหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด กลับมาสู่ระบบ “ทุนนิยม” ตามเดิมอย่างไรก็ตาม บรรดาเศรษฐีสมัยใหม่เขาก็รู้ว่าไม่มากก็น้อย หรือไม่เร็วก็ช้า ความรวยของเขาย่อมจะถูกอิจฉาริษยาจากคนยากจนที่มีจำนวนมากกว่าจึงเกิดระบบแบ่งปันความรวย หรือการคืนกำไรสู่สังคม มีการก่อตั้งมูลนิธิ รวมทั้งโครงการช่วยสังคมที่เรียกว่า CSR ขึ้นทั่วโลกส่งผลให้มหาเศรษฐีทั่วโลกกลายเป็นนักบุญ บริจาคเงินปีละมากๆ เพื่อช่วยคนจนต่างๆอย่างที่เราทราบที่ผ่านมามหาเศรษฐีไทยเราก็ปฏิบัติตามแนวนี้อยู่แล้ว และทุกๆท่านเท่าที่ผมทราบต่างก็มีมูลนิธิ มีการบริจาคเงินเพื่อการกุศล และการดำเนินงาน อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอยู่ตลอดเวลาก็ขอให้เดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไป รวยแล้วทำบุญให้มากๆ ทำให้ถูกจุด ให้เกิดประโยชน์ทั้งโดยตรงโดยอ้อมแก่คนจนจะทำให้สังคมไทยของเราอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจ ด้วยความสุข อย่างยั่งยืนตลอดกาลนานแน่นอนครับ.“ซูม”