ครม.เคาะแล้ว จัดงบกลางกว่า 4.7 พันล้านบาท ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวัน ออก ภาคกลาง รวมถึง กทม.และปริมณฑล รวมถึงเทงบอีกราว 1.6 แสนล้านบาท ทำโครงการคลองระบายน้ำ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ใช้เวลาทำ 8 ปี มั่นใจคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ลดความเสียหายได้ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ขณะที่ “อนุทิน” แจงไม่เคยห้ามส่งอาหารก่อนเข้าพื้นที่ พร้อมน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ เปิดโอกาสให้ผู้ประสบอุทกภัยระบายความรู้สึก ด้านผู้ค้าผักโอด ผลกระทบน้ำท่วมทำผักราคาพุ่ง “พริกขี้หนู-ผักชี” พุ่งทะลุ 200 บาทต่อ กก.หลังจากที่หลายพื้นที่ในภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกแช่ติดต่อกันหลายวัน จนเกิดน้ำท่วมขัง บางพื้นที่ระดับน้ำสูงกว่า 1.5 เมตร สร้างความเดือดร้อนและทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก ล่าสุดรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลได้จัดงบประมาณเพื่อใช้ช่วยเหลือเยียวยาแล้ว“อนุทิน” ใช้งบ 4 พัน ล. เยียวยาน้ำท่วมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมว่า เคาะแล้วโดยยึดตามกฎหมาย โดยใช้งบกลางที่เหลืออยู่มาตั้งสำรองเอาไว้สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท น่าจะเพียงพอในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ ไม่ใช่เฉพาะ กทม. ตั้ง “รมว.กห.” ดูแลปัญหา กทม.ส่วนจะได้ครัวเรือนละ 9,000 บาท ใช่หรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า ต้องยึดตามหลักเกณฑ์กฎหมายซึ่งพื้นที่และหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการ ซึ่งการบริหารสถานการณ์อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติ ตอนนี้มีรองนายกฯ และรัฐมนตรี ดูแลแต่ละภาค ล่าสุดตั้ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีดูแลพื้นที่ กทม. วันนี้เราจึงมีตัวแทนโดยมติของคณะรัฐมนตรีคอยกำกับสั่งการประสานงานและดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายกฯ ในแต่ละภาคแต่ละพื้นที่ด้วยความชัดเจน ซึ่งจะสั่งการได้ทุกหน่วยงานผ่านฉลุยโครงการ “ชัยนาท—ป่าสัก—อ่าวไทย”นายอนุทินยังกล่าวถึงโครงการ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ที่จะเป็นช่องทางระบายแบ่งเบาแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยว่า ผ่าน ครม.แล้วครับ งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ใช้เวลา 8 ปี ถ้าทำโครงการนี้เรียบร้อย จะทำให้การป้องกันน้ำท่วมทั้งเขตภาคกลาง กทม. ปริมณฑล เกิดประสิทธิภาพขึ้นมาอีกมาก และที่สำคัญเราสามารถกักเก็บน้ำได้ เพราะโครงการนี้จะถือเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติได้ระดับหนึ่งด้วย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ที่กำกับดูแล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะเรียกประชุมในการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ให้แต่ละท้องถิ่นสามารถดำเนินการสร้างแก้มลิงในการเก็บกักน้ำ ผันน้ำ และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งด้วย เมื่อน้ำมาเรากันน้ำไม่ได้ บางทีทำความเสียหายให้กับเรา ก็ต้องสร้างสิ่งที่ทำให้น้ำเกิดประโยชน์กับเราในวันที่เราต้องการช่วงหน้าแล้ง ยันไม่ห้ามส่งอาหารก่อนเข้าพื้นที่ส่วนกรณีมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยโพสต์ข้อความว่าตำรวจไม่ให้เข้าพื้นที่เพื่อไปแจกอาหาร ต้องรอนายกฯ ลงพื้นที่ก่อน นายอนุทินอธิบายว่า“ไม่มีครับ ไม่มี นโยบายนี้ แอบอ้างมั่วซั่ว ทุกอย่างมันมีระบบอยู่แล้ว เป็นเรื่องของการดูแลประชาชน รัฐบาลขอบคุณ ทุกภาคส่วน รวมทั้งอาสาสมัครกู้ภัยต่างๆที่นำเข้ามาเสริม ยืนยันว่าส่วนกลางจัดข้าวสารอาหารแห้งในส่วนของรัฐบาล เราระดมทั้งการสั่งซื้อ การตั้งโรงครัว การจัดรถประกอบอาหารเข้าพื้นที่ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.เข้าไปในพื้นที่ที่มีน้ำขังเยอะ มีการระดมอาหารของจำเป็นอยู่ในพื้นที่เรียบร้อย วันนี้เรานึกถึงเรื่องฟื้นฟูแล้ว เมื่อสักครู่ ได้เชิญว่าที่ปลัด กทม.และอธิบดีกรมชลประทาน มานั่งวางแผนกันว่าจะประสานเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างไร วันนี้ทุกอย่างน่าจะเป็นใจในการสูบน้ำผันน้ำออกจากพื้นที่ได้มากที่สุด และใช้เวลาให้เร็วที่สุดในการเปิดพื้นผิวจราจร”รับได้แม้ถูกตอกหน้าแรงนายอนุทินยังยืนยันในเวลาต่อมาด้วยว่ารัฐบาลพร้อมรับฟัง หลังประชาชนสะท้อนความไม่พอใจ โดยระหว่างลงพื้นที่มีประชาชนบางส่วนแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า “รัฐบาลพร้อมรับฟัง และควรเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้ระบายความรู้สึกจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ หากเป็นเรา เจอสถานการณ์แบบนี้ อาจพูดแรงกว่านี้ก็ได้” นายอนุทินกล่าว“อนุทิน” ขออภัย—รับฟังเสียงวิจารณ์ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ไม่ท้อกับเสียงตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ขออภัยต่อความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าจะไม่รับฟังแล้วปล่อยผ่าน แต่จะเร่งหาทางแก้ไข รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้น้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด จะบูรณาการร่วมกับกรุงเทพมหานคร ไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนความอึดอัดใจของผู้ประสบภัยอาจสะท้อนออกมาในทางลบ มีใครไม่อึดอัดบ้างเมื่อเจอสภาพน้ำและภัยแบบนั้น ถือว่าโชคดีแล้วที่ท่านบ่นแค่นี้ด่าแค่นี้ เป็นความไม่สมบูรณ์ ความไม่พร้อม ท่านด่าว่า กล่าวมายินดีกราบขออภัยทุกท่าน ตนฟังทั้งเสียงตำหนิเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมื่อกลับขึ้นรถก็คิดแล้วว่าทำอย่างไรให้พรุ่งนี้กลับมาให้เขาได้ในสิ่งที่คาดหวังไว้มท.เร่งทำประกันภัยพิบัติแห่งชาติด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้ทุกอำเภอจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ประจำเดือนในวันที่ 1 ต.ค. ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่อื่นตามความเหมาะสม พร้อมเพิ่มวาระการมอบนโยบายเรื่องการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน โดยตั้งแต่เวลา 09.00 น. นายอนุทิน นายกฯและ รมว.มหาดไทย จะมอบนโยบายดังกล่าวผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ผ่านระบบ DOPA Channelรมว.ดีอีให้กรมอุตุฯปรับสื่อสารด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงความคืบหน้าหลังจากนายกฯให้นโยบายกรมอุตุนิยมวิทยา ปรับเปลี่ยนการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่ายว่า เราพยายามทำมาระยะหนึ่งแล้ว เบื้องต้นสิ่งที่กรมอุตุฯปรับเปลี่ยนคือแนวทางการโพสต์ ซึ่งฟีดแบ็กดีขึ้น แต่อยากให้ดีขึ้นกว่านี้ ส่วนการแจ้งข้อมูลล่าช้า ต้องไปตรวจสอบเหตุผลของกรมอุตุฯ ว่าเป็นอย่างไร ปกติจะแจ้งเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ข้อมูลจะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถือว่ามั่นใจมากๆ เพื่อไม่ให้เกิดความวิตกกังวล และเบื้องต้นได้มีการประชุมไปแล้ว สิ่งที่กรมอุตุฯแจ้งคือการพยากรณ์ มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นข้อมูลที่จะทราบล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่เมื่อถึงปัจจุบันมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ ทุกคนจึงรอข้อมูล 1 สัปดาห์ หรือ 3 วันก่อนเพื่อความมั่นใจ ซึ่งได้อธิบายไปว่า หลังจากนี้จะต้องมีการสื่อสารล่วงหน้า บอกไปตรงๆ ว่าข้อมูลปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเตรียมตัวล่วงหน้าว่าจะดำเนินการแค่ไหน อย่างไร และการสื่อสารเรื่องปริมาณน้ำจะทำให้ง่ายขึ้น แต่การแนะนำว่าจะดำเนินการอย่างไร เป็นหน้าที่ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงคลองระบายน้ำชัยนาทฯคุ้มค่าต่อมาเวลา 14.00 น. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า มติที่ประชุม ครม.วันที่ 29 ก.ย.มีการอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เริ่มต้นโครงการปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี เสร็จสิ้นในปี 2577 ข้อมูลความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ลดความเสียหาย ตีเป็นงบประมาณได้ 16,930 ล้านบาทต่อปี ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ยังมีระบบคลองส่งน้ำที่เก็บกักน้ำในหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังมีถนนเลียบคลองระบายน้ำเป็นช่องทางขนส่งสินค้าเกษตร ส่วนโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล- บางไทร มีการขยายระยะเวลาโครงการ และโครงการนี้จะเชื่อมโยง 2 ระบบเข้าด้วยกันเพื่อลดน้ำท่วมในภาคกลาง สัญญาเดิมต้องแล้วเสร็จในปี 2569-2570 แต่เนื่องจากความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ จึงต้องขอขยายเวลาไปปี 2572 ซึ่งกรมชลประทานระบุว่าจะเสร็จได้ในปี 2571ให้ ปภ.เจ้าภาพสำรวจเสียหายนายเอกภพกล่าวอีกว่า สำหรับงบกลางที่เหลืออยู่ ในการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ กทม. และทั่วประเทศ ครม.อนุมัติงบกลาง 4,731,666,600 บาท ให้ ปภ.สำรวจและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท้องถิ่น และ กทม. ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ นายกฯยังมีข้อสั่งการเกี่ยวกับ การช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูกรณีน้ำท่วมให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นำอุปกรณ์เครื่องไม้ เครื่องมือและกำลังพลจากเหล่าทัพมาช่วยเหลือเพื่อให้การแก้ปัญหาใน กทม.เป็นไปอย่างเรียบร้อยและต่อเนื่อง จึงมอบหมายเพิ่มเติมให้ รมว.กลาโหมดูแลเขตพื้นที่ กทม.ต่อไปในการแก้ปัญหาน้ำท่วมรอบนี้ และยังสั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับ ผวจ.ร่วมประชุมกับรองนายกฯ และ รมต.ที่ลงพื้นที่ และต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อให้สั่งการได้อย่างรวดเร็ว หากหน่วยงานไหนติดขัดการดำเนินการให้รายงานนายกฯ เพื่อใช้อำนาจดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไปคค.ระดมรถยก–เครื่องจักรช่วย ปชช.ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม (คค.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบหมายภารกิจและปล่อยขบวนพาหนะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อเข้าปฏิบัติภารกิจสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออกว่า กระทรวงคมนาคมได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังพล พาหนะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่มี ศักยภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วม ประกอบด้วย รถบรรทุกหนักที่มีอุปกรณ์ยกมากกว่า 126 คัน และเรือ 28 ลำ จาก ทล.ทช.กทพ. และกรมเจ้าท่า (จท.) โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง จัดกำลัง รถบรรทุกหนัก 95 คัน ได้แก่ ทล. 56 คัน ทช. 28 คัน และ กทพ. 11 คัน พร้อมเรือจาก จท. 12 ลำ ขณะที่ภาคตะวันออกจัดกำลังรถบรรทุกหนักจาก ทล. 16 คัน และ ทช. 10 คัน พร้อมเรือจาก จท. 15 ลำ ส่วนพื้นที่ปากช่องจัดกำลังจาก ทล. 3 คัน ทช. 2 คัน และเรือจาก จท. 1 ลำ เพื่อสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดดึงเอกชนร่วมลดค่าแรง–ค่าอะไหล่นายสิริพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนภารกิจ โดยบริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส สนับสนุนรถยก 6 คัน ขณะที่ผู้ประกอบการด้านยานยนต์และศูนย์บริการรวม 25 ราย อาทิ BYD& DENZA, FORD, GAC, GEELY, GWM, HONDA, ISUZU, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MITSUBISHI, NISSAN, RIDDARA, SUBARU, TESLA, TOYOTA, VOLVO, ZEEKR AUTO TECHNIC (ISUZU), EM, SUZUKI, YAMAHA, AUTOBACS และ FIT Auto ร่วมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้รถที่ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และศูนย์ซ่อม โดยส่วนใหญ่ให้ส่วนลดค่าอะไหล่ประมาณร้อยละ 30 ส่วนลดค่าแรงสูงสุดร้อยละ 40 พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อประชาชนและระบบการขนส่ง25 จังหวัดประสบอุทกภัยวันเดียวกัน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สธ.สั่งให้ทุกหน่วยงาน ปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยยกระดับการปฏิบัติงานผ่าน 7 มาตรการหลัก สำหรับภาพรวมจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มี 25 จังหวัด สธ.ให้การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก แล้ว 41,793 ราย จัดบริการทางการแพทย์รวม 15,668 ครั้ง คัดกรองสุขภาพจิตรวม 2,139 ราย พบเครียดสูง 161 ราย เสี่ยงภาวะซึมเศร้า 12 ราย พบแพทย์ 2 ราย ได้รับการดูแลจิตใจตามระบบ และมีการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ให้แก่ประชาชนรวม 47,796 รายการ สถานพยาบาลได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 67 แห่งใน 13 จังหวัด แบ่งเป็น รพ.สต. 53 แห่ง สาธารณสุขอำเภอ 4 แห่ง โรงพยาบาล 8 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิ 2 แห่ง เปิดบริการตามปกติ 31 แห่ง ปิดบริการบางส่วน 5 แห่ง และปิดบริการ 31 แห่งห่วงย่ำน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนูนพ.สมฤกษ์กล่าวว่า สำหรับการป้องกันและรักษาโรคฉี่หนูในพื้นที่ประสบอุทกภัย ขอให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสวมรองเท้าบูต ถุงมือ ปิดบาดแผลให้มิดชิด และล้างทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสน้ำ สำหรับการใช้ยา Doxycycline เพื่อป้องกันและรักษาโรค ต้องอยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาใช้เฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงตามข้อบ่งชี้ และไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด การรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับยาดังกล่าวควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ดื่มน้ำตามอย่างน้อยหนึ่งแก้วเต็ม และไม่นอนราบภายใน 30 นาทีหลังรับประทานยา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร หากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือตาแดง หลังสัมผัสน้ำท่วม ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำทันที แม้จะได้รับยาป้องกันแล้วก็ตาม เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีตั้งจุดบริการ สธ. “เคหะร่มเกล้า”นพ.สมฤกษ์กล่าวเพิ่มเติมหลังร่วมประชุมทางไกลติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้มอบหมายให้ทีมกรมการแพทย์ ประสานงานกับกรุงเทพมหานคร จัดตั้งจุดบริการทางการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับประชาชนในเคหะชุมชนร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร และปรับใช้ระบบพบแพทย์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เพื่อให้คำปรึกษา ประเมินอาการ วางแผนการรักษา จัดส่งยาแก่ผู้ประสบภัย เพื่อให้ได้รับการดูแลต่อเนื่อง รวมทั้งให้กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสุขภาพจิต เตรียมความพร้อมหลังน้ำลด จัดเตรียมแผนฟื้นฟู เฝ้าระวัง ควบคุมโรค การจัดการด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การเยียวยาจิตใจให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยด้วยระดมช่วยชาวแฟลตคลองจั่นในส่วนการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนด้านความเป็นอยู่ของผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ กทม.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชุมชนแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ โดยจัดทีมงานนำข้าวสาร อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น นำส่งไปยังแฟลตต่างๆ กำหนดเลือกเดินทางเข้าไปให้ถึงแฟลตที่อยู่ลึกและเข้าออกยากก่อนเป็นหลัก โดยข้าวของต่างๆของมูลนิธิจะถูกนำมารวบรวมไว้ที่ครัวและคลังกลางของแฟลต ก่อนที่ผู้นำชุมชน จะแบ่งปันให้แก่ผู้พักอาศัย พร้อมกันนี้ยังได้มีการตั้งครัวพระราชทานเพื่อนพึ่งภาฯ ขึ้นที่วัดบางเตย เพื่อผลิตอาหารส่งเข้าเคหะคลองจั่น โดยเป็นความร่วมมือของทีมครัวพระราชทานเพื่อนพึ่งภาฯ ทีมการเคหะแห่งชาติ และทีมจิตอาสา 904 ซึ่งเริ่มจัดส่งอาหารเข้าไปยังพื้นที่ชุมชนแฟลตคลองจั่นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมาโดรนพระราชทานบินส่งของด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยว่า ตลอดวันได้นำคณะตรวจเยี่ยมการช่วยเหลือประชาชนที่แฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ มีการนำเครื่องอุปโภค บริโภค อาหาร น้ำดื่ม สิ่งของใช้จำเป็น อาทิ ผ้าอนามัย แพมเพิร์ส ใส่เรือเข้าไปให้การช่วยเหลือ โดยมีการนำโดรนพระราชทานมาใช้ส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือในจุดที่เรือไม่สามารถเข้าไปถึงบ้านของประชาชนที่ประสบภัยได้ ทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค ระยะทางที่โดรนบินไปได้ไกล 1 กม.โดยโดรนพระราชทานนำสิ่งของไปส่งตามหลังคาแฟลต จากนั้นเดินทางไปที่ สน.ร่มเกล้า นำสิ่งของไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นจุดที่น้ำท่วมสูงมาก พบว่าประชาชนต้องการยารักษาโรคเพิ่มเติม จึงจัดแพทย์ รพ.ตำรวจ มาประจำที่ สน.ร่มเกล้า พร้อมทั้งสนับสนุนยารักษาโรคเพื่อให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่ป่วยด้วยแจกข้าว 1 พันกล่องชุมชนนนท์จมน้ำนอกจากนี้เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ตัวแทนบริษัท วายดับบลิว โกลบอล อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าหน้าที่ มูลนิธิร่วมกตัญญู ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ร่วมกันนำข้าวกล่องจำนวน 1,000 กล่อง น้ำดื่ม และถุงยังชีพ มาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านชุมชนอินโดไทย หมู่บ้านศุภาลัย วิลล์ หมู่บ้านศุภาลัย การ์เด้น ซอยรัตนาธิเบศร์ 18 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี นอกจากนี้ เชฟหญิง นางกนกวรรณ เงินหรั่ง เจ้าของร้านครัวขมิ้น ลาภปลาตะเพียน อ.เมือง นนทบุรี นำอาหารและไข่ต้มมาร่วมบริจาคด้วย หลังถูกฝนตกหนักติดต่อหลายวัน ทำให้น้ำท่วมสูง ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.จนถึงขณะนี้แม้ว่าฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ระดับน้ำภายในหมู่บ้านยังคงท่วมสูง ทำให้ชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งผู้สูงอายุและเด็กได้รับความเดือดร้อน รถยนต์ถูกน้ำท่วมต้องจอดแช่น้ำเสียหายหลายร้อยคัน ส่วนระดับน้ำยังคงท่วมสูง 50 ซม.ถึง 1 เมตร ในบางจุด ไม่สามารถระบายลงสู่คลองได้ เนื่องจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังสูงอย่างต่อเนื่องน้ำท่วมทำผักราคาแพงขึ้นขณะเดียวกัน หลังจากน้ำท่วมขังต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้คนแห่ซื้อของกินของใช้จนหมดเกลี้ยงร้านค้าแล้ว ล่าสุดยังพบว่าพืชผักก็มีราคาแพงขึ้นกว่าเดิม โดยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ย.ผู้สื่อข่าวตรวจสอบที่บริเวณตลาดสด และตลาดรัตนากร อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พบว่าผู้ค้าปรับขึ้นราคาผักหลายชนิดและต้องรับผักจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำหน่าย โดยนายอนันต์ มะลิแย้ม อายุ 60 ปี พ่อค้าขายผักในตลาด เปิดเผยว่า ช่วงนี้ผักหลายชนิดราคาสูงขึ้น อาทิ ผักชี จากเดิมกิโลกรัม (กก.) ละ 150 บาท เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 200-220 บาท ต้นหอม จาก กก.ละ 80 บาท เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 150-160 บาท ผักบุ้งจีน จาก กก.ละ 25 บาท เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 60 บาท และคะน้า จาก กก.ละ 20 บาท เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 60 บาท ผักทุกชนิดมีราคาพุ่งกว่าร้อยละ 30 จากราคาเดิม ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ผลผลิตเกษตรเสียหายจำนวนมาก ทำให้ราคาผักแพงมาตั้งแต่ต้นทาง พ่อค้าคนกลางไปจนถึงแผงผักและผักหลายชนิดต้องไปรับไกลถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นไปอีก ราคาผักที่แพงส่งผลกระทบกับลูกค้าแน่นอน โดยราคาผักอาจแพงแบบนี้ต่อไประยะหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ปลูกผักจะเข้าสู่ภาวะปกติพริกขี้หนูสวนราคาพุ่งกระฉูดเช่นเดียวกับที่ตลาดบางลำภู เขตเทศบาลนครขอนแก่น นางทองใบ ลือเทพ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านผักสดแม่ทองใบ ขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้พริกขี้หนูสวนราคาแพงขึ้น ก่อนหน้านี้ กก.ละ 200 บาท วันนี้ขึ้นมาเป็น กก.ละ 300 บาท ถ้าพริกเด็ดก้านจะอยู่ที่ กก.ละ 350 บาท ถ้าเป็นถุง 5 กก. ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 700 บาท วันนี้ขึ้นเป็น 1,300 บาท ราคาที่แพงขึ้น สาเหตุมาจากน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก ในเขตภาคกลางและภาคเหนือ จึงทำให้ของไม่เข้า บางวันไม่มีของจะขาย ซึ่งเมื่อของมีน้อยราคาจะสูงขึ้น ขณะเดียวกันผักชนิดอื่นที่ปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ก็จะมี ผักโหระพา ราคาวันนี้ถุงละ 600 ต่อ 5 กก. ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถุงละ 200 บาท ผักกวางตุ้ง จาก 120 บาท ขึ้นเป็น 200 บาท ต่อ 5 กก. ผักกระเฉดน้ำ 120 บาท ขึ้นเป็น 400 บาท ผักกะเพรา 120 บาท ขึ้นเป็น 300 บาท ผักไทยแพงหันซื้อผัก ปท.เพื่อนบ้านรวมถึงที่ตลาดสดกราภูงา เทศบาลเมืองพังงา ผักหลายชนิดปรับราคาสูงขึ้น โดยพ่อค้าแม่ค้าผักในตลาดต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงนี้หลายจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตผักได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ราคาผักจากต้นทางปรับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 30 บางชนิดเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ผู้ค้าต้องหันไปรับผักจากพื้นที่อื่น รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีต้นทุนด้านการขนส่งเพิ่มขึ้นอีก สำหรับราคาผักที่ปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ผักชี จากเดิม กก.ละ 170 บาท ขยับเป็น 180-200 บาท ต้นหอม จาก กก.ละ 100 บาท เป็น 170-180 บาท ผักบุ้งจีน จาก กก.ละ 25 บาท เป็น 60 บาท คะน้า จาก กก.ละ 50 บาท เป็น 60 บาท บร็อกโคลี่ จาก กก.ละ 60 บาท เป็น 80 บาท มะเขือยาว จาก กก.ละ 40 บาท เป็น 60 บาท และถั่วฝักยาว จาก กก.ละ 60 บาท เป็น 80 บาท เป็นต้น ขณะที่บรรยากาศการจับจ่ายภายในตลาด ค่อนข้างเงียบเหงาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่