ผู้ว่าฯ กทม.ออกโรงแจงประเด็นข้อห่วงใยอันตราย “ดาต้าเซ็นเตอร์” กลางกรุง ชี้ให้อนุญาตตั้งแห่งใหญ่ไปแล้ว 3 แห่ง สั่งเบรก3แห่ง ปูพรมตรวจสอบความเสี่ยง ทบทวนกฎหมายให้ทันสมัย ยันไม่กระทบต่อการใช้ไฟและน้ำของประชาชนขณะที่ย่านพระราม 9 ยังไร้ใบอนุญาต ฝ่าฝืนแจ้งความดำเนินคดีทันที ด้านเลขานุการ รมว.พลังงาน ลงพื้นที่ลุยตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ ที่ข้าง รพ.พระราม 9 พบลักลอบเก็บน้ำมันดีเซลสำรองปั่นไฟกว่า 2 แสนลิตร เตรียมแจ้งความดำเนินคดี ภายหลังจากนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ออกมาเปิดประเด็นแฉช่องโหว่เกี่ยวกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ กลางชุมชนในกรุงเทพมหานครนั้นที่ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า เมื่อวันที่ 2 ก.ย.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการสายงานวางแผนและนวัตกรรม การไฟฟ้านครหลวง ร่วมแถลงข่าวกรณีพบดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังมีการกักตุนน้ำมันจำนวนมากนายชัชชาติกล่าวว่า กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้แจ้งตั้งแต่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ข้าง รพ.พระราม 9 สั่งทุกหน่วยงานไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล มีมานานแล้ว เป็นระบบที่ให้บริการคลาวด์เป็นบริการภายในของบริษัท ใน กทม.มีประมาณ 30-40 แห่ง และมีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะและมีขนาดใหญ่เพื่อให้บริการกับหน่วยงานอื่น ที่ผ่านมาขออนุญาตกับ กทม.ตั้งแต่ปี 64-65 จำนวน 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาต 3 แห่ง อีก 3 แห่ง ให้หยุดและทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องนายชัชชาติกล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวล ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีนิยามในกฎหมาย ดังนั้นการขออนุญาตจะเป็นการขออนุญาตจัดตั้งคลังสินค้า ผังเมืองก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำ EIA ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดของกฎหมายเพื่อมีคำนิยามใหม่ เมื่อเดือน ส.ค.สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้ว เชื่อว่าจะมีกระบวนการทบทวนรายละเอียดทั้งเรื่องผังเมือง หรือการทำ EIA เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดแตกต่างกัน ใน กทม.จะมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ต่างจังหวัดอาจหลายร้อยเมกะวัตต์ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนกรุงเทพฯผู้ว่าฯ กทม.กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องน้ำเสีย ลักษณะการใช้น้ำจะเป็นน้ำหล่อเย็นไม่เกิดมลพิษ ส่วนเรื่องการสะสมน้ำมัน ข้อกำหนดของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องมีไฟสำรอง 48 ชั่วโมง เป็นข้อกำหนดสากล ตามกฎหมายเป็นเรื่องของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า หากสะสมใช้ภายใน สะสมได้ไม่เกิน 5 แสนลิตร ไม่เช่นนั้นจะติดเรื่องผังเมือง เป็นเรื่องที่ดีที่กรมธุรกิจพลังงาน กำหนดการกักเก็บน้ำมันขั้นสูงไว อนาคตอาจมีการปรับ กรมธุรกิจพลังงานจะดูความเหมาะสม เป็นสิ่งที่กำหนดว่า เหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม.มีขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำมันได้เกินกฎหมายกำหนด ดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่งมาเป็นสแตนด์อโลนขนาดใหญ่เมื่อ 2-3 ปีมานี้ ที่ผ่านมามีข้อกังวลข้อร้องเรียนเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 เนื่องจากอยู่ใกล้ รพ. อีกแห่งมีการร้องเรียน ขณะทดสอบที่ปั่นไฟฉุกเฉินช่วงเวลากลางคืนเพราะเสียงดัง เมื่อทดสอบตอนกลางวันก็ไม่มีคนร้องเรียนด้านนายเกษมกล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม.ไม่ได้มีขนาดใหญ่ ที่เป็นข่าวอยู่ระดับแค่ 20 เมกะวัตต์ ใช้จริง 8 เมกะวัตต์ พื้นที่ที่มาขอใช้ไฟฟ้า เป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถจ่ายไฟได้ หากเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ถือว่าน้อยมาก ยืนยันว่าการขอใช้ไฟได้รับมาตรฐานและปลอดภัยขณะที่นายสุพิเชฐกล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ปัจจุบันรายใหญ่ๆ มีการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตร/เดือน เทียบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะใช้น้ำ 20,000 ลูกบาศก์เมตร/เดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 30,000-40,000 ลูกบาศก์เมตร/เดือน ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปา ในอนาคตการประปานครหลวงพร้อมสนับสนุน การจัดคัดกรองการทำงานดาต้าเซ็นเตอร์ของ ก.พลังงาน และ กทม. โดยจะพยายามให้ผลกระทบไม่เกิดขึ้นหรือน้อยที่สุดส่วน น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 63 มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุไฟดับไฟตกถึงจะเปิดเครื่องปั่นไฟ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน สั่งการว่า การขออนุญาตใหม่จะไม่อนุญาต เพราะเรากำลังมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาการใช้น้ำ ไฟ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า ก.พลังงานจะหยุดการอนุญาตก่อน ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว หลายคนเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อน ในส่วนของข้อมูลว่า ที่รามคำแหง 28 มีการเก็บน้ำมันถึง 4 แสนลิตร แต่ตามใบขออนุญาตขอเพียง 2 แสนลิตร หากมีการเก็บน้ำมันเกิน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพื่อดำเนินคดี ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 กทม.และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากฝ่าฝืนลักลอบประกอบกิจการจะถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ จะสแกนปูพรมตรวจทุกพื้นที่ โดยจะบูรณาการกับ กทม.ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีความจำเป็นที่ต้องมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชน ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายรูปแบบ ในเมืองมีข้อดีคือมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ไฟเบอร์ออฟติก นอกจากนี้ในกรุงเทพฯมีความเสถียรเรื่องระบบไฟ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ใกล้ๆ สามารถให้บริการได้ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เกตเวย์ของอินเตอร์เน็ตทั่วโลก มาเชื่อมที่กรุงเทพ มหานคร ทำให้การเชื่อมโยงง่ายขึ้น ส่วนความกังวลของประชาชน เกี่ยวกับคลื่นความร้อนและรังสีที่ออกจากดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละจุด ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เพราะสภาพอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ดาต้าเซ็นเตอร์ก็กังวล จึงต้องใช้น้ำในการหล่อเย็น คงต้องตรวจให้ละเอียดอีกครั้งว่ามีผลอย่างไร แต่ที่เปิดไปแล้วยังไม่ได้รับข้อร้องเรียน“ยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ได้ขออนุญาตต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคาร อยู่ในกระบวนการ EIA ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ 30-40 แห่ง ที่เปิดมา 10 กว่าปี แต่การขอตั้งแบบสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ มีประมาณ 6 แห่ง กรณีที่รามคำแหง 28 ขออนุญาตกักเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร ส่วน 4 แสนลิตรที่เป็นข่าว เข้าใจว่าจะเป็นฟูลเฟสในอนาคต ยังไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับที่เก็บน้ำมันในกรุงเทพฯ ไม่รวมดาต้าเซ็นเตอร์ มีอยู่ประมาณ 56 แห่ง จะต้องมีการตรวจให้เข้มข้น เพราะเป็นลักษณะการสะสมน้ำมันใช้ในกิจการ ไม่ได้ใช้จำหน่าย ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องผังเมือง เป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มนิยามใหม่ วันที่ 4 ก.ย. จะเข้าร่วมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับนายเอกนัฏ เชื่อว่ารัฐบาลคงมีมาตรการออกมาชัดเจน สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดที่จะทำให้ประชาชนไม่กังวลคือ ชะลอทุกอย่างในกระบวนการ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบเข้มข้น หากประชาชนมีข้อกังวลเหตุเดือดร้อนรำคาญกลิ่นน้ำมันหรือความร้อนที่เพิ่มขึ้น ขอให้แจ้งมา เราจะเข้าไปดูแลต่อมาช่วงบ่าย น.ส.ฐิติภัสร์ นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ บริเวณถนนพระราม 9 ติด รพ.พระราม 9 หลังได้รับเรื่องร้องเรียนถึงเรื่องกลิ่นเหม็นน้ำมันที่มีการกักตุน พบโครงการดังกล่าวเป็นกลุ่มทุนจากประเทศฝั่งตะวันออกร่วมทุนกับไทย แอบติดตั้งถังจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรอง สำหรับปั่นไฟฉุกเฉินมากถึง 2 แสนลิตร ไม่ได้ใบอนุญาตและพบว่ามีการสูบน้ำมันออกจากถังหมดแล้ว เหลือเพียงคราบติดค้างอยู่บางส่วน วันที่ 3 ก.ย. กรมธุรกิจพลังงานจะไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี กระทรวงพลังงานมีนโยบายชัดเจนร่วมกับ กทม.ที่จะไม่อนุญาตให้มีการขอจัดตั้งสถานที่เก็บน้ำมัน เพื่อสำรองไว้เดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมืองเด็ดขาด ในการประชุมคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.กระทรวงพลังงานจะเสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ กทม.การไฟฟ้า การประปา เร่งจัดทำหลักเกณฑ์จัดโซนนิ่ง ทบทวนการควบคุมอาคาร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมเตือนผู้ประกอบการให้ชะลอโครงการไว้ก่อนจนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะชัดเจนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่