ในยุคที่ “ภัยออนไลน์” คุกคามหนักข้อร้องเรียนจากเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำใส่พนักงานสอบสวนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาพของร้อยเวรที่ต้องนั่งหัวหมุนจัดเก็บสำนวนกระดาษเป็นตั้งๆ วิ่งรอกไปศาล ไปอัยการ จนแทบไม่มีเวลารับสายผู้เสียหายจนนำมาซึ่งความเข้าใจผิดของประชาชนว่าตำรวจละเลยทอดทิ้งคดี ทว่าวันนี้ สน.คันนายาว ภายใต้การนำของผู้กำกับฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญ ได้ริเริ่มจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ แยกพนักงานสอบสวนเวรปกติออกมา 4 นาย เพื่อลุยคดีออนไลน์โดยเฉพาะ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาปฏิวัติวงการสีกากีร้อยตำรวจเอก วจพาสน์ เครือสุวรรณ รองสารวัตรสอบสวน สน.คันนายาว บอกว่า ระบบเอไอสุดล้ำที่กล่าวถึงกันนี้พัฒนาขึ้นโดย ร.ต.อ.อนันตพงษ์ ฉายาพงษ์ รอง สว. กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 เพื่อแก้ปัญหาสำนวนคดีกระดาษที่จัดเก็บยากและติดตามคดียากลำบากริเริ่มและพัฒนาระบบบริหารจัดการคดีออนไลน์ Server “สติ” ให้แก่ สน.คันนายาว เพื่อใช้สนับสนุนการจัดทำสำนวนคดีในรูปแบบออนไลน์ ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ที่สำคัญ...ทำด้วยใจลงขันควักเงินส่วนตัวเวลาผู้เสียหายมาติดตามคดีที พนักงานสอบสวนต้องเดินไปค้นเอกสารของแต่ละคน แต่ระบบใหม่นี้เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นดิจิทัลรันตามโพรเซสตั้งแต่ต้นจนจบขั้นตอนการทำงานสุดล้ำที่ว่านี้ เริ่มตั้งแต่ผู้เสียหายที่อาจแจ้งความออนไลน์ล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์หรือสายด่วน 1441 มาถึงสถานีตำรวจ เพียงเสียบบัตรประชาชน (Smart Card) เข้ากับเครื่องอ่าน Mini PC ที่เชื่อมต่อกับระบบ Server หลังห้องสอบสวน ระบบจะดึงข้อมูลคดีขึ้นบนจอภาพทันที จากนั้นผู้เสียหายเพียงสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนผ่าน Line OAจุดนี้เองที่ AI ในระบบจะรับไม้ต่อ ทำหน้าที่เป็นแชตบอตสอบถามพฤติการณ์คดีเบื้องต้นตามหลักการสอบสวน “ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร” พร้อมบันทึกจำนวนเงินและทรัพย์สินที่เสียหาย“ผู้เสียหายสามารถส่งภาพหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นสลิปการโอนเงิน หรือข้อความแชตคุยกับคนร้ายผ่านระบบ AI จะดึงข้อมูลชื่อและบัญชีปลายทางที่เหยื่อโอนเงินไปโดยอัตโนมัติ”นี่คือ “ไฮไลต์” สำคัญที่ลบภาพการทำงานแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนร้อยเวรต้องนั่งพิมพ์เอกสารทีละใบเพื่อออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังธนาคารต่างๆ ซึ่งใช้เวลานานเป็นชั่วโมง แต่ระบบ AI นี้จะจับข้อมูลหมายเลขบัญชีและชื่อบัญชีธนาคารปลายทางทั้งหมดได้เอง“ถ้าใช้คนพิมพ์อาจเสียเวลาเป็นชั่วโมง แต่ระบบนี้ต่อให้มีถึง 10 บัญชี กดปุ่มเดียว AI ดึงข้อมูลออกหมายเรียกพยานเอกสารให้พนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นภายในเวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้น”สำหรับคดีไซเบอร์ในพื้นที่ สน.คันนายาว ส่วนใหญ่ครอบคลุม 8 กลุ่มงานหลัก เช่น หลอกรักออนไลน์ (Romance Scam), การหลอกโอนเงินเข้าบัญชีผู้บริสุทธิ์ (Phishing), คดีช็อปปิ้งออนไลน์หลอกซื้อขายของไม่ได้ของ ไปจนถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.หลอกเหยื่อว่าบัญชีพัวพันความผิดระบบนี้นอกจากจะเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำแล้ว ยังช่วยลดช่องว่างความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับประชาชน ผู้เสียหายสามารถติดตามสถานะความคืบหน้าของคดีตนเองได้ตลอดเวลาผ่านระบบออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องโทร.หาพนักงานสอบสวนที่มักจะติดภารกิจนอกโรงพัก เช่น ไปศาลหรือพบอัยการทำให้ลด “ภาระงาน” ของร้อยเวรและช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกได้ว่า...เป็นการยกระดับความโปร่งใส ตอบโจทย์คดีไซเบอร์ทุกรูปแบบร้อยตำรวจเอก วจพาสน์ บอกอีกว่า แนวคิดต่อไปของทีมพัฒนาคือการ “เทรน AI” ให้ฉลาดขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับระบบ ChatGPT โดยป้อน “องค์ประกอบความผิด” ตามประมวลกฎหมายอาญาทั้งหมดเข้าไป เพื่อให้ AI สามารถจับพฤติการณ์คดีและประมวลข้อกฎหมายที่กระทำความผิดได้ทันทีนอกจากนี้ ยังเตรียมขยายผลนำระบบจัดเก็บไฟล์อิเล็กทรอนิกส์นี้ไปใช้กับ “คดีอาญาทั่วไป” และ “คดีจราจร” เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นข้อมูล และช่วยให้ผู้เสียหายเข้าถึงข้อมูลคดีได้อย่างโปร่งใส สะดวก รวดเร็ว สมเป็นโมเดลต้นแบบการปฏิรูปตำรวจยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงตอกย้ำในยุคที่ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ระบาดหนัก ผู้เสียหายสูญเงินนับไม่ถ้วน และหนึ่งในเสียงสะท้อนที่มักได้ยินเสมอคือความล่าช้าของกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากภาระงานของพนักงานสอบสวนที่ล้นมือ “โอเวอร์โหลด” จนแทบรับไม่ไหว ...เมื่อคดีล้นมือ งบประมาณตามไม่ทันโลกอาชญากรรมปฏิเสธไม่ได้ว่า “พนักงานสอบสวน” ในปัจจุบันต้องแบกรับสำนวน “คดีออนไลน์” จำนวนมหาศาล เกินกว่าศักยภาพและกำลังพลจะรับไหว ร้อยเวรหลายคนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำระบบ Server “สติ” สามารถเพิ่มความเร็วและลดระยะเวลาการทำงานได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะ...ความสามารถในการทำงานพร้อมกัน, สัมภาษณ์และเก็บข้อมูลหลายๆคนได้พร้อมกันในวินาทีเดียว โดยไม่มีอาการเหนื่อยล้าหรือทำให้ผู้เสียหายต้องนั่งรอคิว, แม่นสำนวนกฎหมายและความสมบูรณ์เอกสารในรอบเดียวแม้ระบบ “สติ” จะเร็วขึ้นเป็นร้อยเท่าแต่ไม่ได้มาแทนที่ตำรวจทั้งหมด ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยเลขานุการอัจฉริยะ” โดยตำรวจ (ร้อยเวร) จะทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ตรวจทาน ดูว่าสิ่งที่ AI สรุปมาตรงกับรูปถ่าย สลิปหลักฐานจริงหรือไม่, ประทับตราและลงนามใช้ดุลพินิจอนุมัติทางกฎหมาย เพื่อส่งฟ้องหรืออายัดบัญชีอาจจะสรุปได้ว่า ระบบนี้เปลี่ยนบทบาทของ “พนักงานสอบสวน” จากการเป็น “คนนั่งพิมพ์ดีด” มาเป็น “ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง” ทำให้ปิดเคสได้เร็วขึ้น ประชาชนไม่ต้องมาออที่โรงพัก และตำรวจก็มีเวลาไปโฟกัสกับการสืบสวนหาตัวคนร้ายตัวจริงมากขึ้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม